<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Thai Unique</title>
	<atom:link href="https://thaiunique.co.th/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://thaiunique.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 09 Oct 2026 02:02:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1.3</generator>

<image>
	<url>https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/10/tu-site-icon-v2-150x150.png</url>
	<title>Thai Unique</title>
	<link>https://thaiunique.co.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหาร — กฎ EU บังคับใช้แล้ว แล็บต้องวัดอย่างไรให้ครอบคลุมเกณฑ์</title>
		<link>https://thaiunique.co.th/blog/pfas-food-packaging-ppwr-eu-limits/</link>
					<comments>https://thaiunique.co.th/blog/pfas-food-packaging-ppwr-eu-limits/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[mppaearth@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Oct 2026 02:01:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวอุตสาหกรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thaiunique.co.th/uncategorized-th/pfas-food-packaging-ppwr-eu-limits/</guid>

					<description><![CDATA[ก่อนเข้าเนื้อหา ขอแยกให้ชัดหนึ่งเรื่อง กฎที่บทความนี้พู [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนเข้าเนื้อหา ขอแยกให้ชัดหนึ่งเรื่อง กฎที่บทความนี้พูดถึงคือกฎของสหภาพยุโรป ไม่ใช่กฎหมายไทย ประเทศไทยยังไม่มีข้อบังคับตามกฎหมายเรื่อง PFAS อย่างที่เราเขียนไว้ในบทความเดือนกันยายน สิ่งที่เปลี่ยนไปคือผู้ส่งออกไทยที่ส่งสินค้าพร้อมบรรจุภัณฑ์เข้าตลาด EU ต้องทำตามกฎนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2026 เป็นต้นไป แม้ในประเทศจะยังไม่มีข้อบังคับก็ตาม</p>
<p>PPWR คือ Regulation (EU) 2025/40 หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 ข้อกำหนดเรื่อง PFAS สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหารอยู่ใน Article 5(5) และแบ่งเป็นสามระดับ คือ 25 ppb สำหรับ PFAS รายตัว 250 ppb สำหรับผลรวมที่วัดด้วย targeted analysis และ 50 ppm สำหรับ PFAS ทั้งหมดโดยรวม polymeric PFAS เข้าไปด้วย</p>
<p>ประเด็นที่บทความนี้ตั้งใจตอบคือ ทั้งสามระดับนี้วัดด้วยวิธีเดียวกันไม่ได้ และเหตุผลอยู่ที่ขั้นเตรียมตัวอย่าง ไม่ใช่ที่ตัวเครื่องวิเคราะห์</p>
<h2>PPWR คืออะไร และทำไมของที่ผลิตไว้ก่อนหน้านี้ก็ไม่รอด</h2>
<p>PPWR เป็นกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป ประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 และเริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 จุดที่ต้องอ่านให้ดีคือวันที่ 12 สิงหาคม 2026 เป็นวันที่เริ่มบังคับใช้ ไม่ใช่วันประกาศ ช่วงเวลาระหว่างสองวันนั้นคือช่วงเตรียมตัวที่ผ่านไปแล้ว</p>
<p>สิ่งที่ทำให้กฎนี้ต่างจากกฎอื่นที่เคยเจอคือไม่มีบทเฉพาะกาลให้ของเดิม บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตไว้ก่อนเดือนสิงหาคม 2026 ก็วางขายในตลาด EU ไม่ได้ถ้าค่า PFAS เกินเกณฑ์ สต็อกที่ค้างอยู่จึงไม่ใช่ข้อยกเว้น</p>
<p>ในทางปฏิบัติสำหรับผู้ส่งออกไทย นี่แปลว่าคำถามเปลี่ยนจากเดิมว่าต้องเริ่มเมื่อไร มาเป็นคำถามว่าตอนนี้ของเรามีค่า PFAS เท่าไร ซึ่งเป็นคำถามที่ต้องมีผลวิเคราะห์มาตอบ ไม่ใช่คำถามที่ตอบด้วยเอกสาร</p>
<h2>เกณฑ์สามระดับใน Article 5(5) และทำไมแต่ละระดับต้องวัดคนละแบบ</h2>
<p>ระดับหนึ่ง 25 ppb ใช้กับ PFAS รายตัวใดตัวหนึ่ง วัดด้วย targeted analysis และไม่นับ polymeric PFAS</p>
<p>ระดับสอง 250 ppb ใช้กับผลรวมของ PFAS ที่วัดได้ด้วย targeted analysis เช่นกัน และไม่นับ polymeric PFAS</p>
<p>ระดับสาม 50 ppm ใช้กับ PFAS ทั้งหมด รวม polymeric PFAS</p>
<p>สองระดับแรกเป็นงานที่แล็บซึ่งทำ PFAS อยู่แล้วคุ้นเคย เพราะเป็นการวัดสารเป้าหมายทีละตัวด้วย LC-MS/MS แล้วรายงานทั้งค่ารายตัวและผลรวม แต่ระดับที่สามเป็นคนละงาน เพราะ PFAS ที่จับอยู่กับพอลิเมอร์จะไม่ปรากฏ ถ้าขั้นสกัดไม่ได้ทำอะไรกับพอลิเมอร์เลย</p>
<p>พูดอีกแบบคือถ้าใช้วิธีเตรียมตัวอย่างชุดเดียวไปวัดทั้งสามระดับ ผลที่ได้จะผ่านเกณฑ์ระดับสามอย่างสวยงาม โดยที่ไม่ได้แปลว่าของชิ้นนั้นสะอาดจริง แต่แปลว่าวิธีที่ใช้สกัดมองไม่เห็นสิ่งที่ควรเห็น</p>
<p>มีอีกข้อที่มักถูกเข้าใจสลับกัน คือถ้าค่า total fluorine ในบรรจุภัณฑ์เกิน 50 mg/kg ผู้ผลิตต้องแสดงหลักฐานเมื่อถูกร้องขอว่าฟลูออรีนที่วัดได้นั้นเป็น PFAS ในสัดส่วนเท่าไร ข้อนี้ไม่ได้แปลว่าเกินแล้วตกเกณฑ์ทันที และไม่ใช่เกณฑ์ในระดับสามที่ระบุขีดจำกัด 50 ppm สำหรับ PFAS ทั้งหมดรวม polymeric PFAS แหล่งข้อมูลทุติยภูมิหลายเจ้าเขียนสองข้อนี้ปนกัน ถ้าจะอ้างตัวเลข ควรอ้างจากตัวบท Article 5(5) โดยตรง</p>
<figure class="tu-figure"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/10/fig-pfas-food-packaging-ppwr-eu-limits-rev3.png" alt="ตารางเกณฑ์ PFAS สามระดับตาม PPWR Article 5(5) ได้แก่ 25 ppb สำหรับ PFAS รายตัว 250 ppb สำหรับผลรวมที่วัดด้วย targeted analysis และ 50 ppm สำหรับ PFAS ทั้งหมดที่นับรวม polymeric PFAS" width="2400" height="1350" loading="lazy" /><figcaption>สองระดับแรกวัดด้วย targeted analysis และไม่นับ polymeric PFAS ส่วนระดับสามนับรวม polymeric PFAS เข้ามาด้วย จุดที่ต้องเปลี่ยนจึงเป็นขั้นเตรียมตัวอย่าง ไม่ใช่ตัวเครื่องวิเคราะห์</figcaption></figure>
<h2>บรรจุภัณฑ์เป็น matrix คนละแบบกับดินและเนื้อเยื่อ</h2>
<p>งาน PFAS ที่แล็บไทยคุ้นที่สุดคือน้ำ ดิน และเนื้อเยื่อ ซึ่งเราเขียนไว้แล้วในบทความ B-02 ของเดือนกันยายน ส่วนบทความนี้พูดถึง matrix ที่ต่างออกไป คือตัวบรรจุภัณฑ์เอง</p>
<p>บรรจุภัณฑ์อาหารชิ้นเดียวมักไม่ได้เป็นวัสดุเดียว กระดาษเคลือบ ฟิล์มหลายชั้น สารเคลือบกันน้ำมันและกันความชื้น หมึกพิมพ์ และกาว อยู่รวมกันในชิ้นเดียว การจะบอกว่าตัวอย่างชิ้นนี้มี PFAS เท่าไร จึงขึ้นกับว่าเราสกัดจากชั้นไหน และสกัดออกมาได้จริงแค่ไหน</p>
<p>สารที่มักเจอในกลุ่มนี้คือ side-chain fluorinated polymer ซึ่งถูกใช้เป็นสารเคลือบกันน้ำมัน โครงสร้างของมันคือสายพอลิเมอร์ที่มีหมู่ฟลูออรีนห้อยอยู่ สารพวกนี้ไม่หลุดออกมาเป็นโมเลกุลอิสระถ้าเราแค่แช่ตัวอย่างในตัวทำละลาย</p>
<p>เรื่องการคุมการปนเปื้อนจากอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองในงาน PFAS เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำทุกงานไม่ว่าจะเป็น matrix ใด เราเขียนไว้ในบทความเดือนกันยายนแล้วเช่นกัน</p>
<h2>EN 17681-1:2025 กับ alkaline hydrolysis — ขั้นสกัดคือตัวตัดสิน</h2>
<p>EN 17681-1:2025 เผยแพร่โดย CEN เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2025 ชื่อเต็มคือ Textiles and textile products — Per- and polyfluoroalkyl substances (PFAS) — Part 1: Analysis of an alkaline extract using liquid chromatography and tandem mass spectrometry</p>
<p>ต้องบอกกันตรง ๆ ก่อนว่านี่เป็นมาตรฐานของสิ่งทอ ไม่ใช่ของบรรจุภัณฑ์ เหตุผลที่หลายแล็บดัดแปลงมาใช้กับบรรจุภัณฑ์ เพราะยังไม่มีวิธีเตรียมตัวอย่างที่ระบุไว้แน่ชัดสำหรับบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะ และหลักการเบื้องหลังของมันตรงกับปัญหาที่บรรจุภัณฑ์เจอพอดี</p>
<p>ความต่างที่สำคัญคือฉบับปี 2022 สกัดด้วยเมทานอล ซึ่งตรวจพบเฉพาะ PFAS ที่อยู่อิสระ ส่วนฉบับปี 2025 เปลี่ยนมาใช้ alkaline hydrolysis ซึ่งย่อย side-chain fluorinated polymer ให้ปลดปล่อยสารออกมา ผลก็คือฉบับใหม่ตรวจพบ PFAS ที่จับกับพอลิเมอร์ ส่วนฉบับเก่าไม่พบ</p>
<p>นี่คือเหตุผลทั้งหมดว่าทำไมเกณฑ์ระดับสามของ PPWR ที่กำหนดไว้ 50 ppm โดยรวม polymeric PFAS จึงตรวจไม่ได้ ถ้าสกัดด้วยเมทานอลแบบธรรมดา วิธีวัดที่เลือกใช้เป็นตัวกำหนดว่าตัวเลขที่ได้จะสะท้อนความจริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่เรื่องความละเอียดของเครื่อง</p>
<p>จุดที่ต้องระวังคือถ้าแล็บรายงานผลโดยอ้าง EN 17681-1 เฉย ๆ โดยไม่ระบุปีของฉบับ ผู้รับผลจะไม่มีทางรู้ว่าตัวเลขนั้นครอบคลุมส่วนที่ผูกกับพอลิเมอร์แล้วหรือยัง การระบุปีของฉบับจึงไม่ใช่รายละเอียดเชิงเอกสารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นข้อมูลที่เปลี่ยนความหมายของผลวิเคราะห์อีกด้วย</p>
<h2>EPA Method 1633 กับ 1633A ต่างกันตรงไหน</h2>
<p>คำค้นว่า epa 1633 vs 1633a เป็นคำที่ถูกค้นจริง เพราะเอกสารเก่าจำนวนมากยังอ้างเลข 1633 เฉย ๆ</p>
<p>EPA 1633A เป็นฉบับปรับปรุงของ EPA 1633 โดยยังคงหลักการวิเคราะห์ PFAS เดิม แต่รวมการแก้ไขข้อผิดพลาด และปรับปรุงรายละเอียดทางเทคนิค เพื่อให้การปฏิบัติงานมีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานมากขึ้น</p>
<p>ฉบับที่ใช้อยู่จริงในปัจจุบันคือ 1633A ซึ่ง EPA ออกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ครอบคลุม PFAS 40 ชนิด ในน้ำ ดิน ตะกอน biosolids และเนื้อเยื่อ วิเคราะห์ด้วย LC-MS/MS</p>
<p>ตาม EPA1633A สิ่งที่ต่างกันชัดที่สุดในทางปฏิบัติ คือขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างที่ matrix แตกต่างกัน สำหรับตัวอย่างน้ำ เพียงแค่ชั่ง เติมสารมาตรฐาน ปรับค่าความเป็นกรดด่าง แล้วเข้า WAX SPE ได้เลย</p>
<p>ส่วนตัวอย่างของแข็ง ต้องเริ่มจากชั่งตัวอย่าง เติมสารมาตรฐาน เติมตัวทำละลาย แล้ว Vortex เขย่า และ Sonicate จากนั้นปั่นเหวี่ยงเพื่อเก็บ Supernatant มาทำ GCB cleanup แล้วนำไป concentrate ปรับ pH และตามด้วย WAX SPE ซึ่งเป็นลำดับที่มีจุดให้พลาดได้หลายจุดถ้าเตรียมด้วยมือทั้งหมด</p>
<p>สำหรับงานบรรจุภัณฑ์ ตัวบรรจุภัณฑ์เองไม่ได้อยู่ในรายการ matrix ของ 1633A โดยตรง แล็บที่รับงานบรรจุภัณฑ์บางที่มีการปรับใช้การสกัดแบบ alkaline hydrolysis ตามหลักของ EN 17681-1:2025</p>
<figure class="tu-figure"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/10/figS-pfas-food-packaging-ppwr-eu-limits-rev2.png" alt="รูปเครื่อง CEM EDGE PFAS พร้อมสรุป EPA Method 1633A ที่ครอบคลุม PFAS 40 ชนิดใน 5 matrix วิเคราะห์ด้วย LC-MS/MS และเปรียบเทียบลำดับขั้นเตรียมตัวอย่างน้ำกับตัวอย่างของแข็ง" width="2400" height="1700" loading="lazy" /><figcaption>บรรจุภัณฑ์ไม่อยู่ใน 5 matrix ของ 1633A โดยตรง แล็บที่รับงานบรรจุภัณฑ์บางที่มีการปรับใช้การสกัดแบบ alkaline hydrolysis ตามหลักของ EN 17681-1:2025</figcaption></figure>
<h2>automated SPE กับ concentrator จำเป็นตรงไหน ถ้าต้องลงไปให้ถึงระดับ ppb และ ppt</h2>
<p>Method 1633A ไม่ได้บังคับให้ระเหยตัวอย่างสำหรับตัวอย่างน้ำ แต่ในทางปฏิบัติห้องแล็บมักปรับขั้น SPE ให้มีการระเหยเพิ่ม ในสองกรณีคือเมื่อต้องการ detection limit ที่ต่ำลง และเมื่อต้องทำงานกับเมทานอลปริมาณน้อยกว่า 1 มิลลิลิตร</p>
<p>เมื่อเป้าหมายคือเกณฑ์ระดับ ppb และ ppt สองกรณีข้างต้นก็เกิดขึ้นพร้อมกัน ขั้นที่ตัดสินว่าจะวิเคราะห์ไปถึงหรือไม่ถึงจึงมักไม่ใช่ตัวเครื่อง LC-MS/MS แต่เป็นขั้นสกัดและขั้นทำให้เข้มข้นก่อนหน้านั้น</p>
<p>ปัญหาของสองขั้นนี้เมื่อทำด้วยมือคือความสม่ำเสมอ อัตราการไหลผ่านคอลัมน์ SPE ที่ไม่เท่ากันระหว่างตัวอย่าง และการระเหยที่คุมอุณหภูมิกับเวลาได้ไม่เท่ากัน ทำให้ค่า recovery เหวี่ยงระหว่างชุด ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่เมื่อเกณฑ์อยู่ระดับ ppb และ ppt</p>
<p>ระบบที่เข้ามารองรับสามขั้นนี้แบ่งได้ตามหน้าที่ คือ CEM EDGE PFAS รองรับขั้นตอนสกัดจากตัวอย่างของแข็ง Detelogy iSPE-216/864 รองรับขั้นตอน SPE แบบอัตโนมัติหลายตัวอย่างพร้อมกัน และ Detelogy FV64/80UP รองรับขั้นทำให้เข้มข้นโดยการระเหยด้วยแก๊สไนโตรเจน</p>
<p>จุดที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจคือจำนวนตัวอย่างต่อรอบที่ต้องทำจริง matrix ที่รองรับ และการเชื่อมกับระบบบันทึกผลที่ใช้อยู่</p>
<h2>สิ่งที่ต้องเตรียมนอกจากตัวเครื่อง และการดูแลในประเทศไทย</h2>
<p>งาน PFAS มีข้อกำหนดเรื่องวัสดุที่สัมผัสตัวอย่างเข้มกว่างานทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เราเขียนไว้แล้วในบทความเดือนกันยายน สิ่งที่ควรเพิ่มสำหรับงานบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะคือขั้นตอนการเตรียมชิ้นตัวอย่าง ว่าจะตัดจากส่วนใดของบรรจุภัณฑ์ ตัดอย่างไรไม่ให้ปนกันระหว่างชั้น และรายงานผลเทียบกับน้ำหนักของอะไร</p>
<p>อีกเรื่องที่ควรตกลงกับผู้ซื้อปลายทางตั้งแต่ต้นคือรายชื่อสารที่ต้องรายงาน เพราะ targeted analysis รายงานได้เฉพาะสารที่อยู่ในรายการที่ตั้งไว้ ถ้ารายการของเรากับของผู้ซื้อไม่ตรงกัน ผลที่ส่งไปก็ตอบคำถามเขาไม่ได้</p>
<p>ในประเทศไทย สิ่งที่มักเป็นคอขวดไม่ใช่ตัวเครื่อง แต่เป็นวัสดุสิ้นเปลืองและอะไหล่ที่ต้องสั่ง เราแจ้งไว้ตรงนี้เพื่อให้ตั้งความคาดหวังได้ถูกตั้งแต่ก่อนตกลงงาน</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย</h2>
<h3>PPWR เริ่มบังคับใช้เมื่อไร และของที่ผลิตไว้ก่อนหน้านั้นยังขายใน EU ได้หรือไม่</h3>
<p>PPWR หรือ Regulation (EU) 2025/40 เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 โดยประกาศไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2025 และไม่มีบทเฉพาะกาลให้ของเดิม บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตไว้ก่อนหน้านั้นก็วางขายในตลาด EU ไม่ได้ถ้าค่า PFAS เกินเกณฑ์</p>
<h3>เกณฑ์ 25 ppb 250 ppb และ 50 ppm ต่างกันอย่างไร</h3>
<p>ทั้งสามค่าอยู่ใน Article 5(5) ของ PPWR สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร ค่า 25 ppb ใช้กับ PFAS รายตัวใดตัวหนึ่งที่วัดด้วย targeted analysis โดยไม่นับ polymeric PFAS ค่า 250 ppb ใช้กับผลรวมของ PFAS ที่วัดด้วย targeted analysis โดยไม่นับ polymeric PFAS เช่นกัน ส่วนค่า 50 ppm ใช้กับ PFAS ทั้งหมดโดยรวม polymeric PFAS เข้าไปด้วย ซึ่งเป็นระดับที่ต้องใช้ขั้นสกัดคนละแบบจึงจะวัดได้</p>
<h3>ประเทศไทยมีข้อบังคับตามกฎหมายเรื่อง PFAS ในบรรจุภัณฑ์แล้วหรือยัง</h3>
<p>ยังไม่มี PPWR เป็นกฎของสหภาพยุโรป ไม่ใช่กฎหมายไทย สิ่งที่กระทบผู้ประกอบการไทยคือเมื่อส่งสินค้าพร้อมบรรจุภัณฑ์เข้าตลาด EU สินค้านั้นต้องเป็นไปตามเกณฑ์นี้ ผู้ที่ขายในประเทศอย่างเดียวจึงยังไม่มีข้อบังคับตามกฎหมายในเรื่องนี้</p>
<h3>EPA Method 1633 กับ 1633A ต่างกันตรงไหน</h3>
<p>EPA 1633A เป็นฉบับปรับปรุงของ EPA 1633 โดยยังคงหลักการวิเคราะห์ PFAS เดิม แต่รวมการแก้ไขข้อผิดพลาด และปรับปรุงรายละเอียดทางเทคนิค เพื่อให้การปฏิบัติงานมีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานมากขึ้น ถ้าต้องอ้างอิงในรายงาน ควรระบุให้ชัดว่าเป็นฉบับ A</p>
<h3>ทำไมต้องใช้ alkaline hydrolysis ทั้งที่ EN 17681-1:2025 เป็นมาตรฐานของสิ่งทอ</h3>
<p>เพราะยังไม่มีวิธีเตรียมตัวอย่างที่ระบุไว้แน่ชัดสำหรับบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะ และหลักการของฉบับปี 2025 ตรงกับปัญหาที่บรรจุภัณฑ์เจอ คือ side-chain fluorinated polymer ที่ใช้เคลือบกันน้ำมันจะไม่ปลดสารออกมาถ้าสกัดด้วยเมทานอลตามฉบับปี 2022 แล็บจึงดัดแปลงหลักการนี้มาใช้ โดยควรระบุให้ชัดในรายงานว่าใช้วิธีใดและอ้างอิงฉบับปีไหน</p>
<h3>ค่า total fluorine เกิน 50 mg/kg แปลว่าตกเกณฑ์เลยหรือไม่</h3>
<p>ไม่ใช่ ข้อกำหนดระบุว่าเมื่อค่า total fluorine เกิน 50 mg/kg ผู้ผลิตต้องแสดงหลักฐานเมื่อถูกร้องขอว่าฟลูออรีนที่วัดได้นั้นเป็น PFAS ในสัดส่วนเท่าไร ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับเกณฑ์ 50 ppm ในระดับที่สามที่พูดถึง PFAS ทั้งหมด แหล่งข้อมูลทุติยภูมิหลายเจ้าเขียนสองข้อนี้ปนกัน</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thaiunique.co.th/blog/pfas-food-packaging-ppwr-eu-limits/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มาตรฐานน้ำทิ้งโรงงาน ต้องรายงานค่าอะไรบ้าง และแต่ละค่าวัดด้วยวิธีไหน</title>
		<link>https://thaiunique.co.th/blog/industrial-wastewater-parameters-methods/</link>
					<comments>https://thaiunique.co.th/blog/industrial-wastewater-parameters-methods/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[mppaearth@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Oct 2026 02:01:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[บทความเทคนิค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thaiunique.co.th/uncategorized-th/industrial-wastewater-parameters-methods/</guid>

					<description><![CDATA[โรงงานที่ต้องรายงานคุณภาพน้ำทิ้ง มักเจอคำถามเดิมซ้ำทุกป [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โรงงานที่ต้องรายงานคุณภาพน้ำทิ้ง มักเจอคำถามเดิมซ้ำทุกปี คือค่าไหนทำเองในแล็บได้คุ้ม ค่าไหนควรส่งออกไปข้างนอก และเครื่องอัตโนมัติเข้ามาช่วยตรงไหนได้บ้าง</p>
<p>บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจจะลอกตารางค่ามาตรฐานมาให้อ่านอีกรอบ เพราะหาได้ทั่วไปอยู่แล้ว แต่จะพาดูอีกด้านที่คนมองข้าม คือประกาศฉบับที่ใช้อยู่ไม่ได้กำหนดแค่ว่าค่าต้องไม่เกินเท่าไร แต่กำหนดด้วยว่าจะวัดค่านั้นด้วยวิธีไหน ซึ่งเป็นจุดที่ตัดสินว่าแล็บของคุณต้องมีเครื่องมืออะไร</p>
<h2>ประกาศที่ใช้อยู่ และสิ่งที่ประกาศกำหนดไว้</h2>
<p>ฉบับที่ใช้เป็นมาตรฐานทั่วไปสำหรับการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานคือ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560</p>
<p>สิ่งที่ประกาศฉบับนี้กำหนดไว้มีสองส่วนคู่กันเสมอ คือค่ามาตรฐานของแต่ละพารามิเตอร์ และวิธีตรวจวัดที่ใช้อ้างอิงสำหรับพารามิเตอร์นั้น</p>
<p>พารามิเตอร์หลักที่ต้องรายงานได้แก่ BOD, COD, ของแข็งแขวนลอย, TKN, น้ำมันและไขมัน, ซัลไฟด์, ไซยาไนด์, สารประกอบฟีนอล, คลอรีนอิสระ และโลหะหนัก รวมถึงค่าสีซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 300 ADMI</p>
<p>ยกตัวอย่างวิธีตรวจวัดของพารามิเตอร์หลัก BOD ใช้การบ่มตัวอย่างที่อุณหภูมิ 20 °C เป็นเวลา 5 วัน แล้วหาผลต่างของออกซิเจนละลาย COD ใช้การย่อยด้วยสารเคมีแล้ววัดผล ของแข็งแขวนลอยใช้การกรองแล้วชั่งน้ำหนักแห้ง ส่วนกลุ่มไนโตรเจนและฟอสฟอรัสใช้การทำปฏิกิริยาให้เกิดสีแล้ววัดการดูดกลืนแสง จุดที่ควรตรวจสอบคือวิธีที่แล็บใช้อยู่ตรงกับวิธีที่ประกาศอ้างอิงไว้หรือไม่ เพราะผลที่ถูกต้องในเชิงตัวเลขแต่มาจากคนละวิธี เป็นคนละเรื่องกัน</p>
<p>ข้อแนะนำที่ใช้ได้จริงคือ เปิดประกาศฉบับที่ใช้กับประเภทกิจการของคุณ แล้วดูช่องวิธีตรวจวัดควบคู่ไปกับช่องค่ามาตรฐานเสมอ เพราะบางประเภทกิจการมีประกาศเฉพาะของตัวเองที่กำหนดต่างออกไปจากฉบับทั่วไป</p>
<h2>BOD คือค่าที่กินเวลาและกินคนมากที่สุด</h2>
<p>BOD หรือความต้องการออกซิเจนทางชีวเคมี คือปริมาณออกซิเจนที่จุลินทรีย์ใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำ ค่านี้บอกว่าน้ำทิ้งของเรามีความสกปรกและสร้างมลพิษต่อแหล่งน้ำปลายทางมากแค่ไหน</p>
<p>สิ่งที่ทำให้ BOD ต่างจากค่าอื่นคือมันไม่ใช่การวัดทันที แต่เป็นการทดสอบทางชีวภาพที่ต้องรอให้จุลินทรีย์ทำงาน ขั้นตอนคือเจือจางตัวอย่างให้อยู่ในช่วงที่วัดได้ เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ วัดออกซิเจนละลายในวันแรก ปิดขวดแล้วบ่มในตู้ควบคุมอุณหภูมิ 20 °C เป็นเวลา 5 วัน แล้วกลับมาวัดอีกครั้ง ค่าที่ได้คือผลต่างของสองครั้ง</p>
<p>จุดที่เสียเวลาจริงจึงไม่ใช่ตอนวัด แต่คือการเจือจางตัวอย่างให้ถูกช่วงหรือการทำ Dilution ถ้าเจือจางผิด ผลที่ได้จะออกนอกช่วงที่ใช้ได้ และรู้ตัวอีกทีคือ 5 วันถัดมา ต้องเริ่มใหม่ทั้งชุด</p>
<p>ระบบอัตโนมัติสำหรับงาน BOD จึงไม่ได้ทำให้ระยะเวลาบ่ม 5 วันสั้นลง สิ่งที่มันเปลี่ยนคือทำให้ขั้นเตรียม เจือจาง วัด และบันทึกผลไม่ต้องพึ่งคนมาเฝ้าตามตาราง และลดโอกาสที่ชุดตัวอย่างจะเสียไปทั้งชุดเพราะพลาดขั้นตอนเดียว</p>
<h2>COD ต่างจาก BOD อย่างไร และทำไมต้องรายงานคู่กัน</h2>
<p>COD หรือความต้องการออกซิเจนทางเคมี วัดปริมาณออกซิเจนที่ใช้ในการออกซิไดซ์สารอินทรีย์ด้วยสารเคมี ไม่ใช่ด้วยจุลินทรีย์ ผลจึงออกภายในไม่กี่ชั่วโมงแทนที่จะเป็น 5 วัน</p>
<p>ค่า COD มักสูงกว่าค่า BOD ในตัวอย่างเดียวกัน เพราะ COD รวมสารอินทรีย์ทั้งหมดที่ออกซิไดซ์ได้ด้วยสารเคมี ทั้งส่วนที่จุลินทรีย์ย่อยได้และย่อยไม่ได้ ส่วน BOD นับเฉพาะส่วนที่จุลินทรีย์ย่อยได้เท่านั้น</p>
<p>อัตราส่วนระหว่างสองค่านี้จึงมีประโยชน์มากกว่าตัวเลขเดี่ยว ถ้าสัดส่วน BOD ต่อ COD ต่ำผิดปกติ แปลว่าในน้ำมีสารที่จุลินทรีย์ย่อยไม่ได้อยู่มาก ซึ่งเป็นสัญญาณว่าระบบบำบัดชีวภาพอาจรับมือไม่ไหว และควรไปดูที่ต้นทางว่ามีอะไรเข้าระบบ</p>
<p>ในทางปฏิบัติ หลายแล็บใช้ COD เป็นค่าที่ติดตามรายวันเพราะรู้ผลเร็ว แล้วใช้ BOD เป็นค่าที่รายงานตามรอบ การมีทั้งสองค่าจึงไม่ใช่ความซ้ำซ้อน แต่เป็นการดูภาพเดียวกันคนละความเร็ว</p>
<figure class="tu-figure"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/10/fig-industrial-wastewater-parameters-methods-rev3.png" alt="ตารางเทียบ BOD กับ COD แสดงตัววัด ระยะเวลา และจุดเสี่ยงของแต่ละค่า โดย BOD ใช้จุลินทรีย์ย่อยสารอินทรีย์และต้องบ่ม 5 วัน ส่วน COD ใช้สารเคมีออกซิไดซ์และรู้ผลภายในไม่กี่ชั่วโมง" width="2400" height="1350" loading="lazy" /><figcaption>BOD นับเฉพาะส่วนที่จุลินทรีย์ย่อยได้ ส่วน COD นับรวมสารที่จุลินทรีย์ย่อยไม่ได้ด้วย ค่า COD จึงมักสูงกว่าในตัวอย่างเดียวกัน</figcaption></figure>
<h2>กลุ่มไนโตรเจนและฟอสฟอรัส คือกลุ่มที่ระบบอัตโนมัติคุ้มที่สุด</h2>
<p>ค่ากลุ่มนี้ได้แก่ ammonia, nitrate, nitrite, ortho-phosphate, total phosphorus และ TKN ส่วนใหญ่วิเคราะห์ด้วยการทำปฏิกิริยาให้เกิดสีแล้ววัดการดูดกลืนแสง</p>
<p>เหตุผลที่กลุ่มนี้คุ้มกับการทำอัตโนมัติที่สุด เพราะขั้นตอนที่ใช้เวลาไม่ใช่การวัด แต่คือการปิเปตตัวอย่างและรีเอเจนต์ให้ถูกต้องตามปริมาตร การผสม และการรอเวลาให้ปฏิกิริยาเกิดสมบูรณ์ ซึ่งเป็นงานที่ทำซ้ำแบบเดิมทุกครั้งและเป็นจุดที่ความผิดพลาดจากคนเกิดบ่อยที่สุด</p>
<p>เครื่องที่รับงานส่วนนี้มีสองตระกูลหลัก ตระกูลแรกคือ Discrete analyzer ซึ่งแต่ละตัวอย่างทำปฏิกิริยาในหลุมปฏิกิริยาของตัวเอง เหมาะกับแล็บที่ตัวอย่างแต่ละชุดต้องตรวจไม่เหมือนกัน เพราะสลับรายการทดสอบได้ง่าย</p>
<p>ตระกูลที่สองคือ Continuous Flow Analyzer แบบ Segmented Flow ซึ่งตัวอย่างและรีเอเจนต์ไหลต่อเนื่องในท่อโดยมีฟองอากาศคั่นเป็นช่วง เหมาะกับงานที่ตัวอย่างจำนวนมากแต่รายการทดสอบค่อนข้างคงที่ และรองรับขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างที่ต้องทำระหว่างทางได้ เช่น การกลั่นหรือการย่อยแบบต่อเนื่อง</p>
<p>ตัวอย่างในกลุ่ม Discrete analyzer ที่ใช้กันในงานสิ่งแวดล้อมคือ SEAL AQ400 ซึ่งใช้ตัวอย่าง 3 ถึง 500 ไมโครลิตร และรีเอเจนต์ 10 ถึง 600 ไมโครลิตรต่อการทดสอบ ขึ้นกับ Method ที่เลือก จุดนี้สำคัญกับงานที่ตัวอย่างมีจำกัด เช่น น้ำจากพื้นที่ที่เก็บยาก หรือตัวอย่างที่ผ่านการเตรียมมาแล้วหลายขั้น</p>
<p>พารามิเตอร์ที่เรารับรองว่าทำได้บนเครื่อง AQ400 ในประเทศไทย ได้แก่ alkalinity, ammonia, chloride, hexavalent chromium, color, cyanide, nitrate, nitrite, ortho-phosphate, silica, sulfate และ total phosphate</p>
<p>ส่วน AQ400 ยังใช้เป็นสเปกโทรโฟโตมิเตอร์แบบตั้งโต๊ะสำหรับงาน COD ได้ด้วย ซึ่งเป็นคนละลักษณะกับงานกลุ่มสร้างสีที่เครื่องทำให้อัตโนมัติทั้งกระบวนการ ตรงนี้ควรคุยรายละเอียดกับทีมก่อนตัดสินใจว่าจะรวมงาน COD เข้ามาในเครื่องเดียวกันหรือแยก</p>
<figure class="tu-figure"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/10/figS-industrial-wastewater-parameters-methods-rev3.png" alt="รูปเครื่อง SEAL AQ400 Discrete analyzer พร้อมตารางปริมาตรตัวอย่าง 3 ถึง 500 ไมโครลิตร ปริมาตรรีเอเจนต์ 10 ถึง 600 ไมโครลิตร และรายชื่อพารามิเตอร์ที่รับรองว่าทำได้บนเครื่องนี้ในประเทศไทย" width="2400" height="1592" loading="lazy" /><figcaption>ขั้นที่ใช้เวลาในงานกลุ่มสร้างสีคือการปิเปตและรอเวลาปฏิกิริยา ไม่ใช่การวัด เครื่องจึงรับงานส่วนนั้นไปทั้งหมด</figcaption></figure>
<h2>สรุปว่าค่าไหนใช้ระบบอัตโนมัติแล้วคุ้ม</h2>
<p>กลุ่มที่คุ้มชัดเจน คือค่าที่ใช้ปฏิกิริยาสร้างสีแล้ววัดด้วยแสง ได้แก่ ammonia, nitrate, nitrite, phosphate, cyanide และ color เพราะเครื่องรับงานปิเปตและผสมไปทั้งหมด</p>
<p>กลุ่มที่คุ้มในลักษณะต่างออกไป คือ BOD ซึ่งเครื่องไม่ได้ลดเวลาในการบ่ม แต่ช่วยให้คนไม่ต้องคอยเฝ้าตามตารางบ่ม และลดความผิดพลาดระหว่างขั้นตอน</p>
<p>กลุ่มที่ต้องดูปริมาณงานก่อน คือค่าที่ทำไม่บ่อยหรือมีตัวอย่างน้อย ซึ่งการลงทุนกับระบบอัตโนมัติอาจยังไม่คุ้มเมื่อเทียบกับการทำมือ</p>
<p>คำถามที่ควรตอบก่อนตัดสินใจจึงไม่ใช่ว่าเครื่องยี่ห้อไหนดีที่สุด แต่คือในหนึ่งเดือนมีตัวอย่างกี่ตัว ต้องรายงานกี่พารามิเตอร์ ค่าที่ต้องรายงานต่ำสุดอยู่ที่ระดับไหน และตอนนี้เวลาหายไปที่ขั้นตอนใด</p>
<h2>สิ่งที่ต้องเตรียมนอกจากตัวเครื่อง</h2>
<p>รีเอเจนต์และวัสดุสิ้นเปลืองตามจำนวนพารามิเตอร์และปริมาณงานจริง</p>
<p>วัสดุอ้างอิงสำหรับตรวจสอบสมรรถนะระหว่างรอบสอบเทียบ</p>
<p>พื้นที่วางเครื่องและระบบระบายอากาศตามชนิดของรีเอเจนต์ที่ใช้</p>
<p>น้ำบริสุทธิ์ที่คุณภาพคงที่ ซึ่งมีผลกับค่า blank โดยตรง</p>
<p>แผนการสอบเทียบและการดูแลตามรอบ รวมถึงอะไหล่ที่สึกหรอตามการใช้งาน เช่น ท่อปั๊มและซีล</p>
<p>การอบรมผู้ใช้งาน และการเชื่อมต่อกับระบบบันทึกผลที่ใช้อยู่</p>
<h2>การดูแลหลังติดตั้งในประเทศไทย</h2>
<p>เครื่องวิเคราะห์ในกลุ่มนี้ไม่ได้จบที่วันติดตั้ง เพราะชิ้นส่วนที่สัมผัสรีเอเจนต์จะเสื่อมตามการใช้งาน และค่าที่เพี้ยนมักเริ่มจากชิ้นส่วนเหล่านี้ก่อนเสมอ</p>
<p>Thai Unique ดูแลงานส่วนนี้ด้วยทีมที่เข้าใจเคมีของวิธีวิเคราะห์ ไม่ใช่เข้าใจเฉพาะขั้นตอนการกดปุ่ม ซึ่งทำให้อ่านออกว่าค่าที่เบี่ยงมาจากตัวเครื่อง จากรีเอเจนต์ หรือจากขั้นเตรียมตัวอย่าง</p>
<p>ปัญหาหน้างานส่วนใหญ่จบได้ภายในประเทศ ข้อจำกัดจริงที่พบคือเรื่องอะไหล่บางรายการที่ต้องสั่ง ไม่ใช่เรื่องความสามารถทางเทคนิค ซึ่งเราแจ้งไว้ตรงนี้เพื่อให้ตั้งความคาดหวังได้ถูกตั้งแต่ต้น</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย</h2>
<h3>BOD กับ COD ต่างกันอย่างไร และทำไม COD มักสูงกว่า</h3>
<p>BOD วัดออกซิเจนที่จุลินทรีย์ใช้ย่อยสารอินทรีย์ ส่วน COD วัดออกซิเจนที่ใช้ออกซิไดซ์ด้วยสารเคมี COD จึงครอบคลุมทั้งสารที่จุลินทรีย์ย่อยได้และย่อยไม่ได้ ค่ามักสูงกว่าในตัวอย่างเดียวกัน</p>
<h3>ค่า COD สูงผิดปกติ ควรไล่หาสาเหตุจากตรงไหนก่อน</h3>
<p>เริ่มจากดูว่ามีของเสียชนิดใหม่เข้าระบบหรือไม่ ตามด้วยการเทียบสัดส่วน BOD ต่อ COD ถ้าสัดส่วนลดลงแปลว่าสารที่เข้ามาย่อยด้วยชีวภาพได้ยาก และควรไปดูที่กระบวนการต้นทางมากกว่าไปปรับที่ระบบบำบัดอย่างเดียว</p>
<h3>แอมโมเนียในน้ำสูง เกิดจากอะไรได้บ้าง</h3>
<p>สาเหตุที่พบบ่อยคือกระบวนการไนตริฟิเคชันในระบบบำบัดทำงานได้ไม่เต็มที่ ของเสียที่มีไนโตรเจนสูงเข้าระบบเกินกว่าที่ออกแบบไว้ และสภาวะที่เปลี่ยนไปจนจุลินทรีย์ทำงานได้น้อยลง เช่น อุณหภูมิหรือค่าความเป็นกรดด่าง</p>
<h3>ถ้าต้องรายงานทุกวัน ปริมาณเท่าไรถึงคุ้มที่จะซื้อเครื่องมาทำเอง</h3>
<p>ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกที่ เพราะขึ้นกับจำนวนพารามิเตอร์ต่อตัวอย่าง ความถี่ในการรายงาน และค่าแรงที่ใช้ไปกับงานเตรียมในปัจจุบัน วิธีที่ตรงที่สุดคือนับจำนวนตัวอย่างและพารามิเตอร์จริงในหนึ่งเดือน แล้วให้เราช่วยประเมินให้ว่าจุดคุ้มอยู่ตรงไหน</p>
<h3>เครื่องที่ซื้อมาแล้ว ใครดูแลและสอบเทียบให้ในประเทศไทย</h3>
<p>Thai Unique มีทีมบริการในประเทศ ดูแลตั้งแต่ติดตั้ง สอนใช้งาน สอบเทียบตามรอบ และแก้ปัญหาหน้างาน โดยรับดูแลเครื่องในกลุ่ม chromatography, flow analyzer และ spectrophotometer แม้ไม่ได้ซื้อจากเรา ข้อจำกัดที่มีคือเรื่องอะไหล่บางรายการ ไม่ใช่เรื่องความสามารถทางเทคนิค</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thaiunique.co.th/blog/industrial-wastewater-parameters-methods/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สอบเทียบและดูแลเครื่องมือวิเคราะห์ในไทย — ต้องทำบ่อยแค่ไหน และเลือกผู้ให้บริการอย่างไร</title>
		<link>https://thaiunique.co.th/blog/instrument-calibration-service-thailand/</link>
					<comments>https://thaiunique.co.th/blog/instrument-calibration-service-thailand/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[mppaearth@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับงานบริการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thaiunique.co.th/?p=3036</guid>

					<description><![CDATA[การสอบเทียบเครื่องมือวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ โดยทั่วไ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การสอบเทียบเครื่องมือวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ โดยทั่วไปทำปีละครั้งเป็นอย่างน้อย และควรมีการตรวจสอบสมรรถนะระหว่างรอบ (intermediate check) ด้วยวัสดุอ้างอิงเป็นระยะ เพราะเครื่องที่ผ่านสอบเทียบเมื่อ 6 เดือนก่อน อาจให้ผลเพี้ยนไปแล้วโดยที่ยังไม่ถึงรอบถัดไป สิ่งที่ควรถามผู้ให้บริการมีสามข้อ คือทีมที่เข้ามาทำมีความรู้ในเทคนิคของเครื่องจริงหรือไม่ มีอะไหล่และวัสดุสิ้นเปลืองพร้อมส่งหรือไม่ และเวลาเครื่องมีปัญหามีทีมที่แก้ไขได้ในประเทศหรือเปล่า</p>
<p>Thai Unique ดูแลด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอกที่อยู่ในประเทศไทย</p>
<h2>สอบเทียบ ตรวจสอบสมรรถนะ และบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ต่างกันอย่างไร</h2>
<p>สามคำนี้ถูกเรียกรวมกันจนหลายแล็บซื้อผิดบริการ แล้วมารู้ตัวตอนผลวิเคราะห์เริ่มมีปัญหา ทั้งสามอย่างจำเป็นและแทนกันไม่ได้ เพราะตอบคนละคำถาม</p>
<figure class="wp-block-table">
<table>
<thead>
<tr>
<th>บริการ</th>
<th>ตอบคำถามว่า</th>
<th>ทำเมื่อไร</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>การสอบเทียบ (calibration)</td>
<td>ค่าที่เครื่องอ่านได้ตรงกับค่าอ้างอิงแค่ไหน</td>
<td>ตามรอบที่กำหนด โดยทั่วไปอย่างน้อยปีละครั้ง</td>
</tr>
<tr>
<td>การตรวจสอบสมรรถนะระหว่างรอบ (intermediate check)</td>
<td>ตั้งแต่สอบเทียบครั้งล่าสุด เครื่องเริ่มเบี่ยงไปหรือยัง</td>
<td>เป็นระยะระหว่างรอบสอบเทียบ ด้วยวัสดุอ้างอิง</td>
</tr>
<tr>
<td>การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (preventive maintenance)</td>
<td>ชิ้นส่วนที่สึกหรอถึงเวลาเปลี่ยนหรือยัง</td>
<td>ตามอายุการใช้งานของชิ้นส่วน ไม่ใช่ตามรอบสอบเทียบ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</figure>
<p>จุดที่คนพลาดบ่อยที่สุดคือคิดว่าสอบเทียบผ่านแล้วแปลว่าเครื่องพร้อมใช้ไปทั้งปี ความจริงคือการสอบเทียบบอกสภาพ ณ วันที่ทำเท่านั้น ส่วนเครื่องที่ชิ้นส่วนเสื่อม เช่น ท่อปั๊ม ซีล หรือหลอดกำเนิดแสง จะหลุดสเปกเร็วกว่ารอบสอบเทียบที่วางไว้</p>
<p>เพราะฉะนั้นแผนที่ใช้ได้จริงคือมีทั้งสามอย่างในตารางเดียวกัน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง</p>
<h2>ควรสอบเทียบบ่อยแค่ไหน</h2>
<p>คำตอบมาตรฐานคืออย่างน้อยปีละครั้ง แต่ความถี่ที่เหมาะสมจริง ๆ ขึ้นกับสามอย่าง และแล็บที่ตั้งรอบจากสามข้อนี้จะเสียเงินน้อยกว่าแล็บที่ตั้งรอบตามความเคยชิน</p>
<h3>1. ความถี่ในการใช้งาน</h3>
<p>เครื่องที่รันทุกวันตลอดปีย่อมเสื่อมเร็วกว่าเครื่องที่ใช้เดือนละไม่กี่ครั้ง การใช้รอบเดียวกันกับทั้งสองเครื่อง ทำให้เครื่องหนึ่งสอบเทียบถี่เกินจำเป็น อีกเครื่องหนึ่งห่างเกินไป</p>
<h3>2. ความสำคัญของผลที่รายงาน</h3>
<p>ผลที่ส่งให้หน่วยงานกำกับ ผลที่ใช้ตัดสินว่าสินค้าผ่านหรือไม่ผ่าน และผลที่ใช้ภายในเพื่อดูแนวโน้ม มีต้นทุนของความผิดพลาดไม่เท่ากัน งานที่ผิดแล้วเสียหายมากควรตรวจถี่กว่า</p>
<h3>3. ข้อกำหนดของระบบคุณภาพที่แล็บใช้อยู่</h3>
<p>ถ้าแล็บอยู่ภายใต้ระบบคุณภาพที่กำหนดรอบไว้ ให้ยึดตามนั้นเป็นขั้นต่ำ แล้วค่อยพิจารณาว่าจะถี่กว่านั้นหรือไม่ตามสองข้อแรก</p>
<p>ระหว่างรอบ สิ่งที่ควรทำคือตรวจสอบสมรรถนะด้วยวัสดุอ้างอิงเป็นระยะ เหตุผลไม่ใช่เรื่องเอกสาร แต่เป็นเรื่องความเสียหายที่ป้องกันได้ ถ้ารู้ตอนสอบเทียบรอบถัดไปว่าเครื่องเบี่ยงไปตั้งแต่เมื่อไรไม่ได้ จะต้องย้อนตรวจสอบผลทั้งช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแพงกว่าการตรวจระหว่างรอบมาก</p>
<figure class="tu-figure"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/08/fig-2026-09-25.png" alt="เส้นเวลา 12 เดือนของรอบสอบเทียบ แสดงจุดสอบเทียบที่เดือนที่ 0 และเดือนที่ 12 พร้อมการตรวจสอบสมรรถนะระหว่างรอบสามครั้งด้วยวัสดุอ้างอิง" width="2400" height="1350" loading="lazy" /><figcaption>การสอบเทียบบอกสภาพเครื่อง ณ วันที่ทำเท่านั้น การตรวจสอบสมรรถนะระหว่างรอบคือสิ่งที่ทำให้รู้ตัวก่อนว่าเครื่องเริ่มเบี่ยง</figcaption></figure>
<h2>สัญญาณว่าเครื่องกำลังจะหลุดสเปกก่อนถึงรอบสอบเทียบ</h2>
<p>จากงานบริการหน้างาน เครื่องมักส่งสัญญาณล่วงหน้าก่อนจะให้ผลผิดชัดเจน สัญญาณเหล่านี้อ่านได้จากข้อมูลที่แล็บมีอยู่แล้ว ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่ม</p>
<ul>
<li>กราฟมาตรฐานเริ่มไม่เป็นเส้นตรง — ดูที่ค่า r² ซึ่งบอกความเป็นเชิงเส้นของกราฟ ถ้า r² ต่ำกว่า 0.98 มักย้อนกลับไปที่การเตรียมสารละลายมาตรฐานหรือการเตรียมรีเอเจนต์ ไม่ใช่ตัวเครื่อง</li>
<li>ค่า baseline สูงขึ้นในทุกการตรวจวัด — สำหรับเครื่องวิเคราะห์เชิงสี มักมาจากคราบในคิวเวตต์หรือ flow cell</li>
<li>ค่า LOD และ LOQ ขยับสูงขึ้นโดยไม่ได้เปลี่ยนวิธี — สาเหตุที่พบบ่อยคือหลอดกำเนิดแสงใกล้หมดอายุ เมื่อความเข้มแสงตกลง ค่าการดูดกลืนแสงของทั้งตัวอย่างและกราฟมาตรฐานจะเบี่ยงไปพร้อมกัน และสัญญาณรบกวนสูงขึ้น</li>
<li>ผลของตัวอย่างเดิมเริ่มทำซ้ำไม่ได้ — ถ้าตัวอย่างควบคุมชุดเดิมให้ค่าต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือสัญญาณเชิงระบบ ไม่ใช่ความบังเอิญ</li>
<li>ปริมาตรที่จ่ายเริ่มไม่คงที่ — ท่อปั๊มที่เสื่อมสภาพทำให้อัตราการดูดจ่ายปริมาตรผิดพลาด จนกราฟและผลวิเคราะห์เพี้ยน เป็นวัสดุสิ้นเปลืองที่ควรมีรอบเปลี่ยนชัดเจน</li>
</ul>
<p>เจอสองข้อขึ้นไปพร้อมกัน อย่ารอรอบสอบเทียบประจำปี เพราะช่วงที่รอคือช่วงที่ผลซึ่งรายงานออกไปแล้วอาจต้องย้อนกลับมาตรวจ</p>
<h2>3 คำถามที่ควรถามก่อนเลือกผู้ให้บริการ</h2>
<p>ผู้ให้บริการสอบเทียบมีหลายราย และใบเสนอราคามักดูคล้ายกันจนเทียบยาก สามคำถามนี้แยกความต่างได้เร็วที่สุด</p>
<h3>1. ทีมที่เข้ามาทำมีความรู้ในเทคนิคของเครื่องจริงหรือไม่</h3>
<p>ต่างจากการรู้วิธีเดินขั้นตอนสอบเทียบ คนที่เข้าใจเทคนิคจะบอกได้ว่าค่าที่เบี่ยงมาจากอะไร และควรแก้ที่จุดไหน ไม่ใช่แค่ออกใบรับรองว่าผ่านหรือไม่ผ่าน วิธีทดสอบง่าย ๆ คือเล่าอาการที่เคยเจอให้ฟังแล้วดูว่าเขาวิเคราะห์ได้ไหม</p>
<h3>2. มีอะไหล่และวัสดุสิ้นเปลืองพร้อมส่งหรือไม่</h3>
<p>ข้อนี้เป็นตัวกำหนดว่าเครื่องจะหยุดงานนานแค่ไหนเวลามีปัญหา ผู้ให้บริการที่ต้องสั่งอะไหล่ทุกครั้งที่เจอของเสีย จะทำให้แล็บหยุดงานนานกว่าที่คาดไว้เสมอ</p>
<h3>3. เวลาเครื่องมีปัญหา มีทีมที่แก้ไขได้ในประเทศหรือเปล่า</h3>
<p>คำถามนี้ต่างจากคำถามว่ามีตัวแทนในประเทศหรือไม่ เพราะการมีตัวแทนขายไม่เท่ากับการมีคนที่แก้ปัญหาทางเทคนิคได้จริง ให้ถามตรง ๆ ว่าเคสแบบไหนที่ต้องส่งเครื่องออกนอกประเทศ</p>
<h2>ทีมของ Thai Unique ทำอะไรให้ได้บ้าง</h2>
<p>งานดูแลเครื่องมือของ Thai Unique ไม่ได้เริ่มตอนเครื่องเสีย แต่เริ่มตั้งแต่ตอนที่แล็บยังเลือกวิธีวิเคราะห์อยู่ ต่อเนื่องไปถึงการติดตั้ง การสอบเทียบตามรอบ การสอนผู้ใช้งาน และการเข้าไปตรวจสภาพเครื่องระหว่างรอบ ทั้งหมดทำโดยทีมที่ประจำอยู่ในประเทศไทย</p>
<p>สิ่งที่ทำให้งานบริการต่างกัน ไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนอะไหล่ตามคู่มือ แต่อยู่ที่การอ่านออกว่าอาการที่เห็นเกิดจากตัวเครื่อง จากรีเอเจนต์ หรือจากขั้นตอนการเตรียมตัวอย่าง ทีมของเราเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอกที่ทำงานกับเทคนิควิเคราะห์เหล่านี้โดยตรง จึงคุยกับผู้ใช้ได้ในระดับวิธีวิเคราะห์ ไม่ใช่แค่ระดับตัวเครื่อง และมักชี้สาเหตุได้ตั้งแต่รอบแรกที่เข้าหน้างาน</p>
<h2>เครื่องมือกลุ่มที่เรารับดูแล</h2>
<p>เครื่องมือกลุ่มที่เราดูแลครอบคลุมสามกลุ่มหลัก คือระบบย่อยและสกัดตัวอย่าง เครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติ และเครื่องวิเคราะห์ก๊าซ นอกจากนั้นเรายังรับดูแลเครื่องมือกลุ่ม chromatography ทั้ง LC และ GC รวมถึง flow analyzer และ spectrophotometer แม้จะไม่ได้ซื้อจากเรา</p>
<p>งานส่วนใหญ่จบได้ในประเทศ จะมีก็เพียงกรณีที่ตัวโครงสร้างหลักหรืออุปกรณ์เฉพาะทางเสียหาย ที่ยังต้องส่งกลับไปแก้ที่โรงงานผู้ผลิต ข้อจำกัดที่เจอบ่อยกว่าจึงไม่ใช่เรื่องความสามารถทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องอะไหล่ของยี่ห้อที่เราไม่ได้เป็นตัวแทน ซึ่งอาจใช้เวลาจัดหานานกว่า</p>
<h2>สิ่งที่ควรเตรียมก่อนช่างเข้า</h2>
<p>การเตรียมสองอย่างนี้ไว้ล่วงหน้าทำให้งานจบในรอบเดียว แทนที่จะต้องนัดเข้าซ้ำ</p>
<ul>
<li>รายการวัสดุสิ้นเปลืองที่มีอยู่ — เพื่อให้ทีมรู้ล่วงหน้าว่าต้องนำอะไรเข้าไปเพิ่ม และไม่เสียเที่ยวเพราะของขาด</li>
<li>สารอ้างอิงหรือสารมาตรฐานที่ต้องการให้ตรวจสอบเป็นพิเศษ — ถ้ามีพารามิเตอร์ที่กำลังสงสัยอยู่ ให้เตรียมสารและแจ้งไว้ก่อน ทีมจะได้วางแผนการตรวจให้ครอบคลุมตั้งแต่แรก</li>
</ul>
<p>อีกอย่างที่ช่วยได้มากคือบันทึกอาการที่เจอไว้ล่วงหน้า พร้อมสิ่งที่ตรวจไปแล้วด้วยตัวเอง ข้อมูลชุดนี้ย่นเวลาวินิจฉัยได้มาก และช่วยให้ประเมินได้เร็วขึ้นว่าต้องเปลี่ยนอะไร</p>
<p>นอกจากงานบริการ เครื่องมือวิเคราะห์ อะไหล่ และวัสดุสิ้นเปลืองของยี่ห้อที่เราเป็นตัวแทน มีจำหน่ายในประเทศไทยโดย Thai Unique เช่นกัน</p>
<p>ถ้าต้องการให้เราประเมินสภาพเครื่องหรือวางแผนรอบสอบเทียบให้ <a href="https://thaiunique.co.th/contact-us/">ติดต่อได้ที่</a> โทร 0-2629-0191-6 · customer.service@thaiunique.com</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย</h2>
<h3>ต้องสอบเทียบเครื่องมือบ่อยแค่ไหน</h3>
<p>โดยทั่วไปอย่างน้อยปีละครั้ง แต่ความถี่ที่เหมาะสมขึ้นกับความถี่ในการใช้งาน ความสำคัญของผลที่รายงาน และข้อกำหนดของระบบคุณภาพที่แล็บใช้อยู่ ระหว่างรอบควรตรวจสอบสมรรถนะด้วยวัสดุอ้างอิงเป็นระยะ เพื่อให้รู้ตัวก่อนว่าเครื่องเริ่มเบี่ยง ไม่ใช่รู้ตอนสอบเทียบรอบถัดไปแล้วต้องย้อนตรวจผลทั้งปี</p>
<h3>สอบเทียบกับบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ต่างกันอย่างไร</h3>
<p>การสอบเทียบคือการตรวจว่าค่าที่เครื่องอ่านได้ตรงกับค่าอ้างอิงแค่ไหน ส่วนการบำรุงรักษาเชิงป้องกันคือการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่สึกหรอตามอายุการใช้งาน เช่น ท่อปั๊ม ซีล หรือหลอดกำเนิดแสง ทั้งสองอย่างจำเป็นและแทนกันไม่ได้ เพราะเครื่องที่ชิ้นส่วนเสื่อมจะหลุดสเปกเร็วกว่ารอบสอบเทียบที่วางไว้</p>
<h3>มีทีมสอบเทียบในไทยไหม ต้องส่งเครื่องกลับต่างประเทศหรือเปล่า</h3>
<p>เกินกว่า 95% ของปัญหาที่พบ เราแก้ไขได้ภายในประเทศ มีเพียงกรณีที่เสียหายจากโครงสร้างหลักหรืออุปกรณ์เฉพาะทางเท่านั้นที่ต้องส่งกลับไปแก้ที่โรงงานผู้ผลิต ติดต่อได้ที่ โทร 0-2629-0191-6 · customer.service@thaiunique.com</p>
<h3>ค่าบริการสอบเทียบคิดอย่างไร</h3>
<p>ค่าบริการขึ้นกับชนิดเครื่อง จำนวนจุดที่ต้องสอบเทียบ วัสดุอ้างอิงที่ต้องใช้ และสถานที่ตั้ง เราจึงเสนอเป็นรายกรณี เวลาสอบถามให้แจ้งรุ่นเครื่อง จำนวนเครื่อง และจังหวัดที่ติดตั้ง แล้วเราจะจัดแผนบริการที่เหมาะกับรอบการใช้งานของแล็บให้</p>
<h3>ซื้อเครื่องจากที่อื่น ให้เข้ามาดูแลได้ไหม</h3>
<p>ได้ ทีมผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอกของ Thai Unique รับสอบเทียบและดูแลเครื่องมือกลุ่ม chromatography (LC, GC), เครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติแบบ flow analyzer / CFA และ spectrophotometer แม้จะไม่ได้ซื้อจากเรา ข้อจำกัดที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นอะไหล่และวัสดุสิ้นเปลืองของเครื่องยี่ห้อที่เราไม่ได้เป็นตัวแทน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาจัดหานานกว่า วิธีที่เร็วที่สุดคือแจ้งยี่ห้อ รุ่น และอาการมาให้เราประเมินก่อน</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thaiunique.co.th/blog/instrument-calibration-service-thailand/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วัดก๊าซเรือนกระจกจากดินเพื่อคาร์บอนเครดิตภาคเกษตร ต้องใช้เครื่องอะไร</title>
		<link>https://thaiunique.co.th/blog/soil-ghg-flux-carbon-credit-instruments/</link>
					<comments>https://thaiunique.co.th/blog/soil-ghg-flux-carbon-credit-instruments/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[mppaearth@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 02:01:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[บทความเทคนิค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thaiunique.co.th/uncategorized/soil-ghg-flux-carbon-credit-instruments/</guid>

					<description><![CDATA[การวัดก๊าซเรือนกระจกจากดินเพื่อใช้กับโครงการคาร์บอนเครด [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การวัดก๊าซเรือนกระจกจากดินเพื่อใช้กับโครงการคาร์บอนเครดิตภาคเกษตร มีจุดประสงค์ที่สำคัญในการใช้ประโยชน์สองอย่างที่การเก็บตัวอย่างเป็นครั้ง ๆ ให้ไม่ได้ ประการแรกคือความต่อเนื่องในการวัดที่พอจะจับช่วงพีคหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอก เช่น หลังฝนตกหรือหลังใส่ปุ๋ย ประการต่อมาได้แก่ความละเอียดของข้อมูลระดับ ppb ที่ได้จากการวัดแบบต่อเนื่อง สามารถนำไปใช้บอกปริมาณที่แม่นยำ ทำให้ทราบปริมาณของ N₂O ซึ่ง N₂O เพียงเล็กน้อยจะส่งผลอย่างมากต่อการทำให้โลกร้อน</p>
<p>ปัจจุบันมีสองแนวทางหลักคือเครื่องวิเคราะห์ก๊าซแบบต่อกับ chamber ที่วัดต่อเนื่อง กับระบบ multi-chamber ที่ติดตั้งประจำแปลงเพื่อเก็บข้อมูลทั้งฤดูกาลโดยไม่ต้องมีคนเฝ้า</p>
<h2>ทำไมความต่อเนื่องในการวัดถึงสำคัญกว่าที่คิด</h2>
<p>ฟลักซ์ก๊าซจากดินไม่ได้เปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่กระโดดขึ้นลงเร็วมากตามเหตุการณ์ที่เกิดในแปลง โดยเฉพาะฝนตกและการใส่ปุ๋ย ถ้าเก็บข้อมูลห่างเกินไป ตัวเลขที่ได้จะเป็นค่าเฉลี่ยของช่วงเงียบ ไม่ใช่ภาพจริงของทั้งฤดู</p>
<p>ในเอกสารทดสอบของ Picarro มีการทดลองจำลองฝนตกในระบบ chamber แบบปิด ผลคือหลังเติมน้ำลงดิน อัตราการปล่อย N₂O เพิ่มขึ้นสามเท่าภายใน 2 นาที และยังไต่ขึ้นต่อ ขณะที่ CH₄ พุ่งขึ้นแล้วค่อย ๆ ลด ส่วน CO₂ ถูกกดลงก่อนแล้วค่อยฟื้น</p>
<p>สังเกตว่าก๊าซทั้งสามตัวตอบสนองต่อเหตุการณ์เดียวกันคนละแบบและคนละจังหวะ นี่คือเหตุผลที่การวัดก๊าซตัวเดียวแล้วอนุมานตัวอื่นใช้ไม่ได้ และเป็นเหตุผลที่ความถี่ในการวัดกลายเป็นข้อกำหนดทางเทคนิค ไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก</p>
<p>ในทางปฏิบัติแปลว่า ถ้าโครงการของคุณจะรายงานตัวเลขที่ผ่านการตรวจสอบได้ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าข้อมูลที่เก็บมาครอบคลุมช่วงพีคหรือเปล่า ไม่ใช่แค่มีข้อมูลกี่จุด</p>
<figure class="tu-figure"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/09/fig-2026-09-18-rev2.png" alt="กราฟอัตราการปล่อยก๊าซ N₂O จากดินตลอด 30 วัน แสดงพีคหลังฝนตกและหลังใส่ปุ๋ย เทียบกับจุดเก็บตัวอย่างรายสัปดาห์ที่ตกอยู่นอกช่วงพีค" width="2400" height="1350" loading="lazy" /><figcaption>ฟลักซ์ N₂O พุ่งเป็นพีคสั้น ๆ หลังฝนตกและหลังใส่ปุ๋ย การเก็บตัวอย่างรายสัปดาห์จึงมักพลาดช่วงที่ปล่อยสูงสุด</figcaption></figure>
<h2>ต้องวัดก๊าซอะไรบ้าง</h2>
<p>ก๊าซหลักสามตัวสำหรับงานฟลักซ์จากดินภาคเกษตรคือ N₂O, CH₄ และ CO₂ แต่ละตัวมาจากกระบวนการในดินคนละอย่าง และตอบสนองต่อการจัดการแปลงคนละแบบ จึงต้องเลือกให้ครบตามที่โครงการของคุณต้องรายงาน ไม่ใช่เลือกตามที่เครื่องทำได้</p>
<p>N₂O เป็นตัวที่ต้องการความละเอียดสูงที่สุด เพราะความเข้มข้นในบรรยากาศต่ำมาก แต่ค่าศักยภาพทำให้โลกร้อนสูง การจับอัตราการเพิ่มขึ้นใน chamber ในช่วงเวลาสั้น ๆ จึงต้องการเครื่องที่อ่านได้ระดับ ppb</p>
<p>ส่วน NH₃ กับ H₂O เป็นก๊าซที่วัดได้ แต่มีข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนวางแผน คือทั้งคู่ดูดซับบนผิวอุปกรณ์ได้ ทำให้ค่าที่อ่านได้ตอบสนองช้ากว่าความเป็นจริง และมีผลตกค้างข้ามการวัด การออกแบบระบบนำก๊าซจึงมีผลกับสองตัวนี้มากกว่าก๊าซตัวอื่น</p>
<h2>แนวทางที่ 1 — เครื่องวิเคราะห์ต่อ chamber วัดต่อเนื่อง</h2>
<p>แนวทางนี้เหมาะกับงานที่ต้องการเห็นพลวัตจริงในช่วงเวลาสั้น เช่น งานวิจัยที่ต้องอธิบายกลไก หรือโครงการที่ต้องพิสูจน์ว่าการเปลี่ยนวิธีจัดการแปลงลดการปล่อยได้จริง</p>
<p><a href="https://thaiunique.co.th/product/g2508/">Picarro G2508</a> วัดห้าก๊าซพร้อมกันในเครื่องเดียว คือ N₂O, CH₄, CO₂, NH₃ และ H₂O ด้วยเทคนิค CRDS ให้ค่าใหม่ทุก ๆ ไม่เกิน 8 วินาที ความละเอียดของ N₂O ที่การเฉลี่ย 5 นาที อยู่ที่ประมาณ 0.6 ppb และแก้ผลกระทบจากไอน้ำให้อัตโนมัติ จึงต่อเข้ากับ soil chamber แล้วเก็บต่อเนื่องได้เลย</p>
<p>จุดที่ควรดูตอนวางแผนคือความเป็นไปได้หน้างาน ตัวเครื่องหนัก 22.6 กิโลกรัม ใช้ไฟบ้าน 100–240 โวลต์ และทำงานที่ 10–35 องศาเซลเซียส แปลว่าต้องมีที่วางที่คุมอุณหภูมิได้พอสมควรและมีไฟเลี้ยงที่เสถียร สามารถใช้งานภาคสนามได้โดยควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงที่เครื่องกำหนด (10–35 °C)</p>
<figure class="tu-figure"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/09/figP-2026-09-18.jpg" alt="เครื่องวิเคราะห์ก๊าซ Picarro ติดตั้งบนรถเข็นภาคสนามกลางแปลง พร้อมแบตเตอรี่และคอมพิวเตอร์ควบคุม มีเจ้าหน้าที่นั่งทำงานอยู่ด้านหลัง" width="856" height="580" loading="lazy" /><figcaption>ตัวอย่างการใช้งานภาคสนาม — เครื่องวิเคราะห์ Picarro บนรถเข็นพร้อมแบตเตอรี่และคอมพิวเตอร์ควบคุม เงื่อนไขคือต้องคุมอุณหภูมิตัวเครื่องให้อยู่ในช่วงที่กำหนด</figcaption></figure>
<h2>แนวทางที่ 2 — ระบบ multi-chamber ประจำแปลง</h2>
<p>ถ้าโจทย์คือเก็บข้อมูลทั้งฤดูกาลโดยไม่ต้องส่งคนไปเฝ้า แนวทางนี้ตรงกว่า เพราะออกแบบมาให้ติดตั้งค้างไว้กลางแปลงและทำงานเองเป็นเดือน</p>
<p><a href="https://thaiunique.co.th/product/sf-9000/">LICA SF-9000</a> ต่อ chamber ได้ตั้งแต่ 1 ถึง 18 ตัว วัด CO₂ ในช่วง 0–6,000 ppm ด้วยความถูกต้องดีกว่า 1% ของค่าที่อ่านได้ และบันทึกข้อมูลลง SD card ต่อเนื่องโดยไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำ ทำงานได้ในช่วงอุณหภูมิ -20 ถึง 60 องศาเซลเซียส ซึ่งครอบคลุมสภาพหน้างานในไทยได้สบาย</p>
<p>ข้อดีที่มากกว่าการประหยัดแรงคน คือจำนวน chamber ที่ต่อได้พร้อมกันแปลว่าครอบคลุมความแปรปรวนเชิงพื้นที่ในแปลงได้ดีกว่าการวัดจุดเดียว ซึ่งเป็นประเด็นที่คนตรวจข้อมูลมักถามถึง เพราะดินในแปลงเดียวกันไม่ได้ปล่อยก๊าซเท่ากันทุกจุด</p>
<h2>แนวทางที่ 3 — เครื่องพกพาสำหรับงานสำรวจหลายจุด</h2>
<p>บางโครงการยังไม่ถึงขั้นติดตั้งถาวร แต่ต้องเดินสำรวจหลายแปลงเพื่อหาว่าจุดไหนควรลงระบบวัดจริง งานแบบนี้ต้องการเครื่องที่ยกไปไหนมาไหนได้และเปิดใช้ได้เร็ว</p>
<p><a href="https://thaiunique.co.th/product/ps-9600/">LICA PS-9600</a> เป็นเครื่องพกพาที่ใช้เลเซอร์ CRDS วัด CH₄, CO₂ และ H₂O พร้อมกัน ความละเอียดของ CH₄ ที่การเฉลี่ย 10 วินาที ไม่เกิน 1.2 ppb และที่ 100 วินาที อยู่ที่ 0.6 ppb ตัวเครื่องหนัก 8 กิโลกรัม ทำงานได้ตั้งแต่ -20 ถึง 50 องศาเซลเซียส</p>
<p>วิธีใช้ที่คุ้มที่สุดคือใช้เป็นขั้นสำรวจก่อน เพื่อจัดลำดับว่าจะลงทุนติดตั้งระบบถาวรที่จุดไหน แทนที่จะเดาแล้วติดตั้งผิดที่</p>
<h2>งานไอโซโทป — เมื่อต้องตอบว่าคาร์บอนมาจากไหน</h2>
<p>บางโครงการไม่ได้ถามแค่ว่าปล่อยเท่าไร แต่ถามว่าคาร์บอนหรือน้ำที่ตรวจพบมาจากแหล่งใด ซึ่งเป็นคนละคำถามและต้องใช้เครื่องคนละแบบ</p>
<p><a href="https://thaiunique.co.th/product/l2140-i/">Picarro L2140-i</a> ใช้กับงานไอโซโทปของน้ำ และออกแบบมาให้เลือกโหมดตามปริมาณงานได้ โหมด Standard ทำได้ 27 ตัวอย่างต่อวัน โหมด Express ทำได้สูงสุด 50 ตัวอย่างต่อวันสำหรับ δ18O และ δ2H ส่วนโหมด Survey ประเมินค่าคร่าว ๆ ได้ถึง 900 injection ต่อวัน สำหรับจัดกลุ่มตัวอย่างก่อนเพื่อลด memory effect ในรอบวัดจริง</p>
<p>Picarro ระบุว่ามี option พิเศษ ได้แก่ การใช้ Express ร่วมกับ Survey ซึ่งลดเวลาการวัดตัวอย่าง 100 ตัวอย่างได้ถึง 68 ชั่วโมง และสำหรับงานที่ต้องการ 17O-excess เครื่องให้ความละเอียดถึงระดับ 15 per meg (0.015‰) ซึ่งเดิมต้องพึ่งห้องปฏิบัติการ IRMS เฉพาะทาง</p>
<h2>เลือกแนวทางไหนกับงานแบบไหน</h2>
<p>สามแนวทางข้างต้นไม่ได้แข่งกัน แต่ตอบโจทย์คนละแบบ ตารางด้านล่างสรุปให้เห็นว่าควรเริ่มดูที่ตัวไหนตามลักษณะงานของคุณ</p>
<figure class="wp-block-table">
<table>
<thead>
<tr>
<th>ถ้างานของคุณคือ</th>
<th>เริ่มดูที่</th>
<th>เหตุผล</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>ต้องเห็นพลวัตแบบ real time และรายงานครบ N₂O, CH₄, CO₂</td>
<td>Picarro G2508</td>
<td>วัดห้าก๊าซพร้อมกัน ให้ค่าใหม่ทุกไม่เกิน 8 วินาที ความละเอียด N₂O ระดับ ppb</td>
</tr>
<tr>
<td>เก็บข้อมูลทั้งฤดูกาลกลางแปลง ไม่มีคนเฝ้า</td>
<td>LICA SF-9000</td>
<td>ต่อ chamber ได้ 1–18 ตัว บันทึกลง SD card เอง ทนอุณหภูมิ -20 ถึง 60 °C</td>
</tr>
<tr>
<td>สำรวจหลายแปลงเพื่อหาว่าจะลงระบบที่ไหน</td>
<td>LICA PS-9600</td>
<td>พกพาได้ หนัก 8 กก. วัด CH₄, CO₂, H₂O ด้วยเลเซอร์ CRDS</td>
</tr>
<tr>
<td>ต้องตอบว่าคาร์บอนหรือน้ำมาจากแหล่งใด</td>
<td>Picarro L2140-i</td>
<td>งานไอโซโทป เลือกโหมดตามปริมาณงานได้ตั้งแต่ 27 ถึง 900 injection ต่อวัน</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</figure>
<p>ถ้ายังไม่แน่ใจ วิธีที่เร็วที่สุดคือเริ่มจากสามคำถาม — ต้องรายงานก๊าซอะไรบ้าง จะวัดกี่จุด และโครงการยาวกี่ฤดู สามข้อนี้ตัดตัวเลือกลงได้เกือบหมดแล้ว</p>
<h2>สิ่งที่ต้องวางแผนนอกจากตัวเครื่อง</h2>
<p>งบที่ตั้งไว้เฉพาะตัวเครื่องวิเคราะห์มักไม่พอ เพราะระบบวัดฟลักซ์มีส่วนประกอบอื่นที่จำเป็นพอกัน และเป็นส่วนที่มักถูกนึกออกทีหลัง</p>
<ul>
<li>จำนวน chamber ที่ต้องใช้ — เป็นตัวกำหนดทั้งราคาและความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะจุดวัดน้อยเกินไปจะไม่ครอบคลุมความแปรปรวนในแปลง</li>
<li>ไฟเลี้ยงระบบ — สำหรับระบบที่ติดตั้งกลางแปลง ต้องวางแผนตั้งแต่ต้นว่าจะใช้ไฟจากที่ไหน และมีสำรองอย่างไรเวลาไฟดับ เพราะข้อมูลที่ขาดช่วงกลางฤดูมักกู้คืนไม่ได้</li>
<li>การเก็บและดึงข้อมูล — ระบบที่บันทึกลง SD card ต้องมีรอบเข้าไปดึงข้อมูล และควรกำหนดไว้ว่าใครทำ ทุกกี่สัปดาห์</li>
<li>รอบการเข้าไปตรวจสภาพอุปกรณ์ — อุปกรณ์ที่อยู่กลางแปลงเจอฝน แดด ฝุ่น และสัตว์ ควรมีรอบตรวจที่แน่นอน ไม่ใช่ไปดูตอนข้อมูลหายแล้ว</li>
<li>การจัดการข้อมูลดิบ — ข้อมูลที่เก็บต่อเนื่องทั้งฤดูมีปริมาณมาก ควรตกลงตั้งแต่ต้นว่าจะเก็บที่ไหน ใครประมวลผล และรูปแบบที่ต้องส่งต่อคืออะไร</li>
</ul>
<p>การออกแบบแผนการวัดฟลักซ์ให้ข้อมูลใช้งานได้จริง เป็นงานวิจัยพอ ๆ กับงานเครื่องมือ ต้องตอบให้ได้ว่าวางกี่จุด วัดถี่แค่ไหน และจะจัดการข้อมูลดิบอย่างไร ทีมของ Thai Unique เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอกที่อยู่ในประเทศไทย จึงเข้าไปช่วยตั้งแต่ขั้นออกแบบแผนการวัดได้ ไม่ใช่เข้ามาตอนติดตั้งเครื่องอย่างเดียว</p>
<p>ถ้าอยากให้ทีมของเราช่วยประเมินว่าโครงการของคุณควรใช้แนวทางไหน แจ้งจำนวนจุดวัด ก๊าซที่ต้องรายงาน และระยะเวลาโครงการมาให้เรา <a href="https://thaiunique.co.th/contact-us/">ติดต่อได้ที่</a> โทร 0-2629-0191-6 · customer.service@thaiunique.com</p>
<p>สินค้าที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ ดูรายละเอียดได้ที่หน้า Picarro G2508, LICA SF-9000, LICA PS-9600 และ Picarro L2140-i</p>
<p>เครื่องวิเคราะห์ก๊าซและระบบ chamber ที่กล่าวถึงในบทความนี้ มีจำหน่ายในประเทศไทยโดย Thai Unique พร้อมทีมติดตั้ง สอบเทียบ และดูแลหลังการขายที่ประจำอยู่ในประเทศ</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย</h2>
<h3>วัดด้วยการเก็บตัวอย่างใส่ขวดแล้วส่งแล็บ ใช้แทนได้ไหม</h3>
<p>ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการวัด การเก็บตัวอย่างใส่ขวดแล้วนำกลับไปวัดที่ห้องปฏิบัติการเป็นการวัดปริมาณ ณ ขณะนั้น ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานได้ แต่ได้ข้อมูลเพียงช่วงเวลาเดียวเท่านั้น จึงใช้สำหรับการวัดฟลักซ์ไม่ได้ เพราะการเก็บใส่ขวดให้ได้เพียงข้อมูลปริมาณอย่างเดียว ขณะที่ฟลักซ์คือการวัดสารต่อพื้นที่และต่อเวลา การเก็บตัวอย่างใส่ขวดจึงขาดข้อมูลด้านเวลา ขาดข้อมูลพารามิเตอร์ของระบบ และขาดข้อมูลแรงดันและการแพร่ของ matrix ต่าง ๆ ของดินในจุดนั้น ๆ</p>
<h3>เครื่องเดียววัดได้กี่ก๊าซ</h3>
<p>ขึ้นกับรุ่น Picarro G2508 วัดได้พร้อมกันห้าก๊าซคือ N₂O, CH₄, CO₂, NH₃ และ H₂O ส่วน LICA PS-9600 วัด CH₄, CO₂ และ H₂O ด้วยเลเซอร์ CRDS และ SF-9000 เน้น CO₂ กับ H₂O สำหรับการติดตามระยะยาว การเลือกจึงขึ้นกับว่าโครงการของคุณต้องรายงานก๊าซใดบ้าง</p>
<h3>ติดตั้งกลางแปลงแล้วต้องมีคนเฝ้าไหม</h3>
<p>ไม่ต้อง ระบบแบบ multi-chamber ออกแบบมาให้เก็บข้อมูลต่อเนื่องและบันทึกลง SD card เอง เช่น SF-9000 ที่ต่อ chamber ได้ 1–18 ตัว และทำงานได้ในช่วงอุณหภูมิ -20 ถึง 60 องศาเซลเซียส สิ่งที่ต้องวางแผนคือไฟเลี้ยงระบบและรอบการเข้าไปตรวจสภาพอุปกรณ์</p>
<h3>ความละเอียดระดับไหนถึงจะพอสำหรับงาน N₂O</h3>
<p>N₂O ในบรรยากาศมีความเข้มข้นต่ำ การจับอัตราการเพิ่มใน chamber จึงต้องการความละเอียดระดับ ppb ตัวอย่างเช่น G2508 ให้ค่าความละเอียดของ N₂O ที่การเฉลี่ย 5 นาที อยู่ที่ประมาณ 0.6 ppb ซึ่งเพียงพอต่อการคำนวณอัตราการเพิ่มในช่วงเวลาสั้น</p>
<h3>ราคาระบบทั้งชุดเท่าไหร่</h3>
<p>ระบบวัดฟลักซ์ประกอบด้วยหลายส่วน ทั้งตัวเครื่องวิเคราะห์ chamber จำนวนที่ต้องใช้ ระบบไฟ และซอฟต์แวร์ จำนวน chamber กับก๊าซที่ต้องรายงานเป็นตัวกำหนดราคามากที่สุด แจ้งจำนวนจุดวัด ก๊าซที่ต้องรายงาน และระยะเวลาโครงการมาให้เรา แล้วเราจะจัดชุดที่เหมาะกับงานให้</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thaiunique.co.th/blog/soil-ghg-flux-carbon-credit-instruments/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เตรียมตัวอย่างสำหรับงานวิเคราะห์ — เลือกวิธีย่อยและวิธีสกัดอย่างไรให้ผลนิ่ง</title>
		<link>https://thaiunique.co.th/blog/sample-prep-digestion-extraction-guide/</link>
					<comments>https://thaiunique.co.th/blog/sample-prep-digestion-extraction-guide/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[mppaearth@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[บทความเทคนิค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thaiunique.co.th/?p=3039</guid>

					<description><![CDATA[การเตรียมตัวอย่างเป็นขั้นที่กำหนดคุณภาพผลวิเคราะห์มากกว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การเตรียมตัวอย่างเป็นขั้นที่กำหนดคุณภาพผลวิเคราะห์มากกว่าที่หลายคนคิด และแบ่งได้เป็นสองสายตาม analyte กับ matrix ที่ต้องวิเคราะห์ สายแรกคือการย่อย (digestion) สำหรับงานธาตุด้วย ICP-OES, ICP-MS หรือ AAS ซึ่งการย่อยด้วยไมโครเวฟในภาชนะปิดให้อุณหภูมิสูงและสม่ำเสมอกว่าการย่อยบน hot plate จึงสลายตัวอย่างได้สมบูรณ์กว่าและสูญเสียธาตุที่ระเหยง่ายน้อยกว่า สายที่สองคือการสกัดด้วยตัวทำละลาย (solvent extraction) สำหรับสารอินทรีย์และงาน PFAS ซึ่งโจทย์หลักไม่ใช่ความแรงของการย่อย แต่เป็นการควบคุมการปนเปื้อนและความสม่ำเสมอของทุกรอบ</p>
<figure class="tu-figure"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/08/figS-2026-09-11.png" alt="ภาพถ่ายชนิดตัวอย่างที่พบบ่อยในงานเตรียมตัวอย่าง ได้แก่ ดิน ตะกอน อาหาร และเนื้อเยื่อ พร้อมเงื่อนไขว่า analyte ที่เป็นธาตุจะเดินสายย่อย ส่วน analyte ที่เป็นสารอินทรีย์จะเดินสายสกัด" width="2400" height="1245" loading="lazy" /><figcaption>ตัวอย่างชนิดเดียวกันไปได้ทั้งสองสาย ขึ้นกับว่าจะรายงานอะไร — ดินที่วัดโลหะหนักเดินสายย่อย ดินที่วัด PFAS เดินสายสกัด</figcaption></figure>
<h2>เตรียมตัวอย่างมีกี่สาย และเลือกจากอะไร</h2>
<p>คำถามที่ควรถามก่อนเลือกเครื่องเตรียมตัวอย่าง ไม่ใช่ “แล็บเรามีเครื่องอะไรอยู่” แต่เป็น “เราจะวิเคราะห์อะไร ในตัวอย่างแบบไหน” เพราะสองข้อนี้ คือ analyte กับ matrix เป็นตัวกำหนดสายงานที่ต้องเดิน ไม่ใช่ยี่ห้อหรือรุ่นเครื่อง</p>
<p>ถ้า analyte คือธาตุ เช่น โลหะหนักที่ต้องวิเคราะห์ด้วย ICP-OES, ICP-MS หรือ AAS เป้าหมายของการเตรียมตัวอย่างคือทำให้ธาตุที่สนใจหลุดออกจากเนื้อตัวอย่างมาอยู่ในสารละลายให้หมด นั่นคืองานย่อย (digestion)</p>
<p>แต่ถ้า analyte คือสารอินทรีย์ เช่น สารกำจัดศัตรูพืช สารมลพิษอินทรีย์ หรือกลุ่ม PFAS เป้าหมายเปลี่ยนไปเป็นการดึงสารเป้าหมายออกมาโดยไม่ทำลายมัน และไม่ให้มีอะไรจากอุปกรณ์ปนเข้ามา นั่นคืองานสกัดด้วยตัวทำละลาย (solvent extraction)</p>
<p>สองสายนี้ใช้เครื่องคนละแบบและมีเกณฑ์ตัดสินคนละชุด การเอาเครื่องของอีกสายมาทำงานอีกสายมักได้ผลที่ทำซ้ำไม่ได้ ซึ่งจะไปโผล่ตอนตรวจ QC แล้วหาสาเหตุไม่เจอ</p>
<figure class="wp-block-table">
<table>
<thead>
<tr>
<th>ถ้า analyte คือ</th>
<th>สายงาน</th>
<th>เป้าหมายของขั้นตอน</th>
<th>เกณฑ์ที่ใช้ตัดสิน</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>ธาตุ / โลหะหนัก (ICP-OES, ICP-MS, AAS)</td>
<td>การย่อย (digestion)</td>
<td>สลายเนื้อตัวอย่างให้ธาตุลงมาอยู่ในสารละลายครบ</td>
<td>อุณหภูมิ ความดัน และการสูญเสียธาตุที่ระเหยง่าย</td>
</tr>
<tr>
<td>ไนโตรเจนรวม / ฟอสฟอรัสทั้งหมด (TKN)</td>
<td>การย่อยแบบบล็อก</td>
<td>ย่อยครั้งละหลายสิบตัวอย่างด้วยต้นทุนต่อตัวอย่างที่ต่ำ</td>
<td>จำนวนตำแหน่งต่อรอบ และการคุมโปรไฟล์อุณหภูมิ</td>
</tr>
<tr>
<td>สารอินทรีย์ในดิน ตะกอน อาหาร</td>
<td>การสกัดด้วยตัวทำละลาย</td>
<td>ดึงสารเป้าหมายออกมาโดยไม่ทำลาย และคุมให้ทุกรอบเหมือนกัน</td>
<td>ความสม่ำเสมอระหว่างรอบ และปริมาณตัวทำละลายที่ใช้</td>
</tr>
<tr>
<td>PFAS</td>
<td>การสกัดด้วยระบบที่ปลอด PFAS</td>
<td>เหมือนข้างบน แต่บวกการคุมการปนเปื้อนจากตัวอุปกรณ์เอง</td>
<td>ชิ้นส่วนที่สัมผัสตัวอย่างต้องผ่านการทดสอบว่าปลอด PFAS</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</figure>
<figure class="tu-figure"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/08/fig-2026-09-11.png" alt="แผนภาพสองสายของการเตรียมตัวอย่าง สายบนคือการย่อยด้วยไมโครเวฟสำหรับงานธาตุ สายล่างคือการสกัดด้วยตัวทำละลายสำหรับสารอินทรีย์ พร้อมตัวแปรที่ควบคุมผลลัพธ์ของแต่ละสาย" width="2400" height="1350" loading="lazy" /><figcaption>สายย่อยคุมที่ระบบปิดและอุณหภูมิ ส่วนสายสกัดคุมที่อุณหภูมิและการกรองในตัว · เรียบเรียงจาก CEM Application Note ap0159 (MARS 6) และ ap0214 (EDGE)</figcaption></figure>
<h2>สายที่ 1 — การย่อยสำหรับงานธาตุ ทำไมขั้นนี้ถึงกำหนดคุณภาพผล</h2>
<p>เวลาผลวิเคราะห์โลหะหนักออกมาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หรือทำซ้ำแล้วไม่ตรงกัน สาเหตุที่พบบ่อยไม่ได้อยู่ที่เครื่องวัดปลายทาง แต่อยู่ที่ขั้นย่อย และมักเป็นหนึ่งในสามเรื่องนี้</p>
<h3>1. อุณหภูมิไม่พอหรือไม่สม่ำเสมอ</h3>
<p>การย่อยบน hot plate ให้ความร้อนไม่เท่ากันทั้งแผ่น ภาชนะที่วางขอบกับวางกลางได้สภาวะต่างกัน ผลคือบางตัวอย่างย่อยหมด บางตัวอย่างย่อยไม่หมด แล้วค่าที่ได้กระจาย</p>
<h3>2. ระบบเปิดทำให้ธาตุที่ระเหยง่ายหายไป</h3>
<p>ธาตุอย่างปรอทหรือสารหนูสูญเสียได้ระหว่างย่อยถ้าภาชนะไม่ปิด ค่าที่รายงานจะต่ำกว่าความจริงโดยที่ไม่มีสัญญาณเตือนอะไรเลย</p>
<h3>3. ความดันบรรยากาศจำกัดเพดานอุณหภูมิ</h3>
<p>กรดที่ความดันบรรยากาศเดือดที่อุณหภูมิหนึ่งแล้วขึ้นไม่ได้อีก การย่อยในภาชนะปิดด้วยไมโครเวฟทำให้อุณหภูมิขึ้นไปสูงกว่าจุดเดือดของกรดที่ความดันบรรยากาศได้ ตัวอย่างจึงสลายสมบูรณ์กว่า</p>
<p><a href="https://thaiunique.co.th/product/mars-6/">CEM MARS 6</a> เป็นระบบย่อยด้วยไมโครเวฟที่ออกแบบมาแก้ทั้งสามข้อนี้ CEM ระบุว่าลดเวลาเตรียมตัวอย่างได้มากกว่า 70% เมื่อเทียบกับ traditional techniques</p>
<figure class="tu-figure"><a href="https://thaiunique.co.th/product/mars-6/"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/09/figS-sample-prep-digestion-extraction-guide-mars6.png" alt="ระบบย่อยด้วยไมโครเวฟ CEM MARS 6 พร้อมสเปกหลัก เซนเซอร์ iWave วัดอุณหภูมิตัวอย่างทุก vessel โดยตรง แม่นยำ ±2 °C และปรับกำลังไมโครเวฟภายใน 2 วินาที ภาชนะ MARSXpress สูงสุด 40 vessels ต่อรอบ ภาชนะสำหรับงานยาก EasyPrep Plus 12 ใบ และ iPrep 16 ใบ และมี method ติดตั้งมาให้กว่า 100 method" width="2400" height="1350" loading="lazy" /></a><figcaption>งานโลหะหนักที่ต้องย่อยให้สมบูรณ์และไม่เสียธาตุที่ระเหยง่าย คือจุดที่การย่อยในภาชนะปิดด้วยไมโครเวฟตอบโจทย์ที่สุด · ดูรายละเอียด <a href="https://thaiunique.co.th/product/mars-6/">CEM MARS 6</a></figcaption></figure>
<h2>การควบคุมอุณหภูมิที่ Method ของ USEPA ต้องการ ทำได้อย่างไร</h2>
<p>Method ของ USEPA สำหรับการย่อยตัวอย่าง ไม่ได้ระบุแค่ว่าใช้กรดอะไรและนานเท่าไร แต่ระบุโปรไฟล์อุณหภูมิที่ตัวอย่างต้องผ่านด้วย คำถามที่ตามมาคือ ในทางปฏิบัติจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวอย่างในแต่ละภาชนะร้อนถึงจริงตามนั้น</p>
<p>เครื่องย่อยไมโครเวฟทั่วไปวัดอุณหภูมิจากภาชนะควบคุม (control vessel) หนึ่งใบแล้วอนุมานว่าใบอื่นเท่ากัน วิธีนี้เสียตำแหน่งไปหนึ่งใบทุกรอบ และถ้าตัวอย่างในภาชนะอื่นมีองค์ประกอบต่างกัน สิ่งที่อ่านได้ก็เป็นแค่ตัวแทน ไม่ใช่ค่าจริงของภาชนะนั้น</p>
<p>iWave ของ MARS 6 วัดแบบ contactless, in-situ คือวัดอุณหภูมิของ sample ในแต่ละ vessel โดยตรง ไม่ต้องใช้ control vessel หรือ probe จึงไม่เสียตำแหน่งไปกับภาชนะควบคุม และรู้จริงว่าแต่ละภาชนะร้อนแค่ไหน</p>
<p>เซนเซอร์ให้ค่าอุณหภูมิแม่นยำ ±2 °C และปรับกำลังไมโครเวฟภายใน 2 วินาทีหลังรับค่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้โปรไฟล์อุณหภูมิที่ Method กำหนดไว้ เกิดขึ้นจริงในทุกภาชนะ ไม่ใช่แค่ในภาชนะที่วัด</p>
<h2>ย่อยด้วยไมโครเวฟกับย่อยแบบบล็อก เลือกแบบไหนกับงานใด</h2>
<p>คำถามนี้ตอบไม่ได้ด้วยคำว่า “แบบไหนดีกว่า” เพราะสองวิธีนี้ตอบโจทย์คนละแบบ ไมโครเวฟชนะเรื่องคุณภาพการย่อยและความเร็วต่อรอบ ส่วนการย่อยแบบบล็อกชนะเรื่องจำนวนต่อรอบและต้นทุนต่อตัวอย่าง</p>
<p>งานที่การย่อยแบบบล็อกยังคุ้มกว่าชัดเจนคือ Total Kjeldahl Nitrogen และฟอสฟอรัสทั้งหมด ที่ต้องทำครั้งละหลายสิบตัวอย่างเป็นประจำ SEAL BD50 รองรับ 50 ตำแหน่งสำหรับหลอดย่อยขนาด 75 หรือ 100 มิลลิลิตร ส่วน BD28 รองรับ 28 ตำแหน่งสำหรับหลอดย่อยขนาด 250 มิลลิลิตร</p>
<p>จุดที่มักถูกมองข้ามเวลาเทียบชุดย่อยแบบบล็อก คือคุณภาพของตัวควบคุมและอุปกรณ์รอบ ๆ ไม่ใช่แค่จำนวนหลุม ตัวควบคุมของ BD50 และ BD28 ตั้งโปรแกรมการย่อยได้ถึง 30 steps ตั้งอุณหภูมิได้ตั้งแต่อุณหภูมิห้องถึง 450 °C ความแม่นยำที่จุดตั้งค่า ±2 °C และควบคุมอัตราการเพิ่มอุณหภูมิได้ละเอียดถึง 1 °C ต่อนาที ซึ่งจำเป็นสำหรับกันการเดือดกระฉอก</p>
<p>อุปกรณ์อีกสองอย่างที่มีผลกับความสม่ำเสมอของผลโดยตรง คือแผงกันลม (draft shield) ที่กันกระแสลมในตู้ดูดควันไม่ให้พัดผ่านหลอดย่อย ทำให้อุณหภูมิของแต่ละหลุมเท่ากัน และจุกปิดแบบหยดน้ำ (teardrop stoppers) ที่ดักและควบแน่นไอจากการย่อยให้ย้อนกลับ ลดการสูญเสียกรดและกันการปนเปื้อนข้ามหลอดย่อย</p>
<figure class="wp-block-table">
<table>
<thead>
<tr>
<th>หัวข้อที่เทียบ</th>
<th>ย่อยด้วยไมโครเวฟ (MARS 6)</th>
<th>ย่อยแบบบล็อก (<a href="https://thaiunique.co.th/product/bd50-bd28/">BD50 / BD28</a>)</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>จุดแข็ง</td>
<td>อุณหภูมิสูงและสม่ำเสมอ ระบบปิด สลายตัวอย่างสมบูรณ์</td>
<td>จำนวนตัวอย่างต่อรอบ และต้นทุนต่อตัวอย่าง</td>
</tr>
<tr>
<td>จำนวนต่อรอบ</td>
<td>สูงสุด 40 vessels ต่อ batch (MARSXpress)</td>
<td>50 ตำแหน่ง (BD50) หรือ 28 ตำแหน่ง (BD28)</td>
</tr>
<tr>
<td>งานที่เหมาะ</td>
<td>โลหะหนักสำหรับ ICP-OES / ICP-MS / AAS ตัวอย่างที่ย่อยยาก</td>
<td>TKN และฟอสฟอรัสทั้งหมดที่ทำประจำครั้งละหลายสิบตัวอย่าง</td>
</tr>
<tr>
<td>ธาตุที่ระเหยง่าย</td>
<td>สูญเสียน้อยกว่า เพราะเป็นระบบปิด</td>
<td>ต้องอาศัยจุกปิดแบบหยดน้ำช่วยลดการสูญเสีย</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</figure>
<figure class="tu-figure"><a href="https://thaiunique.co.th/product/bd50-bd28/"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/09/figS-sample-prep-digestion-extraction-guide-bd50.png" alt="ชุดย่อยแบบบล็อก SEAL BD50 / BD28 พร้อมตัวควบคุมแบบตั้งโปรแกรมได้ และสเปกหลัก BD50 รองรับ 50 ตำแหน่งสำหรับหลอด 75 หรือ 100 มิลลิลิตร BD28 รองรับ 28 ตำแหน่งสำหรับหลอด 250 มิลลิลิตร ตั้งอุณหภูมิได้ตั้งแต่อุณหภูมิห้องถึง 450 °C แม่นยำ ±2 °C ตั้งโปรแกรมได้ถึง 30 steps และคุมอัตราเพิ่มอุณหภูมิได้ละเอียดถึง 1 °C ต่อนาที" width="2400" height="1350" loading="lazy" /></a><figcaption>งาน TKN และฟอสฟอรัสทั้งหมดที่ต้องย่อยครั้งละหลายสิบตัวอย่าง คือจุดที่การย่อยแบบบล็อกคุ้มที่สุด · ดูรายละเอียด <a href="https://thaiunique.co.th/product/bd50-bd28/">SEAL BD50 / BD28</a></figcaption></figure>
<h2>เลือกภาชนะย่อยตามงาน ไม่ใช่ตามที่มีอยู่</h2>
<p>ในระบบย่อยด้วยไมโครเวฟ ภาชนะเป็นตัวกำหนดว่างานหนึ่งรอบจะได้กี่ตัวอย่าง และจะรับตัวอย่างยากได้แค่ไหน สองอย่างนี้แลกกันเสมอ ภาชนะที่ได้จำนวนมากต่อรอบจะไม่ใช่ภาชนะที่ทนความดันสูงที่สุด</p>
<ul>
<li>MARSXpress — รันได้สูงสุด 40 vessels ต่อ batch ที่ปริมาตร 20, 55 หรือ 75 มิลลิลิตร เป็นตัวเลือกสำหรับงานที่เน้นจำนวนต่อรอบ เช่น แล็บบริการที่รับตัวอย่างเข้ามาเป็นชุดใหญ่</li>
<li>EasyPrep Plus — 12 ภาชนะที่ 100 มิลลิลิตร สำหรับงานที่ต้องการอุณหภูมิหรือความดันสูงขึ้น</li>
<li>iPrep — 16 ภาชนะที่ 110 มิลลิลิตร อีกทางเลือกสำหรับตัวอย่างที่ย่อยยาก</li>
</ul>
<p>วิธีเลือกที่ตรงที่สุดคือเริ่มจากตัวอย่างที่ยากที่สุดในงานประจำของคุณ ไม่ใช่ตัวอย่างที่ทำบ่อยที่สุด เพราะภาชนะที่รับตัวอย่างยากได้ก็ทำตัวอย่างง่ายได้ด้วย แต่ไม่ใช่ในทางกลับกัน</p>
<p>เรื่อง method ระบบมี pre-programmed method ติดตั้งมาให้กว่า 100 method ครอบคลุมชนิดตัวอย่างที่พบบ่อย เลือกจากหน้าจอแล้วเริ่มได้เลย แต่ยังต้องเลือก method ให้เหมาะกับ sample matrix และงานวิเคราะห์ของแต่ละแล็บ ไม่ใช่ว่าไม่ต้องคิดเลย ถ้าเป็นตัวอย่างเฉพาะทาง ทีมของเราช่วยปรับ method ให้ได้</p>
<h2>สายที่ 2 — การสกัดด้วยตัวทำละลายสำหรับสารอินทรีย์</h2>
<p>งานสกัดสารอินทรีย์จากดินและตะกอน เป็นขั้นตอนที่กินทั้งเวลา ตัวทำละลาย และคนเฝ้า ปัญหาคลาสสิกคือคนต้องยืนอยู่หน้าตู้ควันตลอดรอบ และแต่ละรอบได้สภาวะไม่เหมือนกันเพราะขึ้นกับคนทำ</p>
<p><a href="https://thaiunique.co.th/product/edge/">CEM EDGE</a> เป็นระบบสกัดด้วยตัวทำละลายแบบอัตโนมัติ ที่รวมเทคนิค pressurized fluid extraction กับ dispersive SPE ไว้ในขั้นตอนเดียว ตามเอกสารของ CEM ระบบนี้ตรงตามข้อกำหนดของ US EPA Method 3545A และเร็วกว่าเครื่องสกัดแบบ pressurized fluid ตัวอื่นอย่างน้อย 3 เท่า โดยรวมขั้นกรอง ทำเย็น และล้างระบบไว้ในรอบเดียว</p>
<p>ส่วนที่ช่วยตัดขั้นตอนออกจริง ๆ คือ Q-Cup ที่ประกอบจาก 3 ชิ้น พร้อม Q-Disc ที่กรองตัวอย่างให้เสร็จในตัว จึงไม่ต้องกรองซ้ำก่อนวิเคราะห์ ซึ่งเป็นขั้นที่กินเวลาและเป็นจุดที่ตัวอย่างมีโอกาสปนเปื้อนเพิ่ม</p>
<p>ผลที่ได้ในทางปฏิบัติมีสองอย่าง คือคนที่เคยยืนเฝ้าขั้นสกัดย้ายไปทำขั้นตอนอื่นได้ และตัวอย่างแต่ละชุดได้รับการควบคุมให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันในทุกการรัน ซึ่งข้อหลังคือสิ่งที่ทำให้ผล QC นิ่งขึ้น</p>
<h2>งาน PFAS ต่างออกไปอีกชั้น</h2>
<p>PFAS กลายเป็นหัวข้อที่ผู้ส่งออกและโรงงานเริ่มถูกถามมากขึ้น และวิธีมาตรฐานที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดคือ EPA Method 1633A ในประเทศไทยยังไม่มีข้อบังคับตามกฎหมายเรื่อง PFAS แรงกดดันตอนนี้จึงมาจากลูกค้าปลายทางและตลาดส่งออกเป็นหลัก</p>
<p>สิ่งที่ทำให้งาน PFAS ต่างจากงานสกัดทั่วไปไม่ใช่ความยากของการสกัด แต่คือการปนเปื้อนจากอุปกรณ์เอง ชิ้นส่วนที่มี PFAS อยู่ในตัวเครื่องจะสร้างพื้นหลังที่แยกไม่ออกจากตัวอย่าง แปลว่าต่อให้เครื่องวัดปลายทางดีแค่ไหน ถ้าพื้นหลังมาจากอุปกรณ์เตรียมตัวอย่าง ผลก็เชื่อไม่ได้</p>
<p><a href="https://thaiunique.co.th/product/edge-pfas/">CEM EDGE PFAS</a> ออกแบบมาสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ ชิ้นส่วนทุกจุดที่สัมผัสตัวอย่างผ่านการทดสอบว่าปลอด PFAS ด้วยระบบทำสกัด กรอง ทำให้เย็น และล้างระบบก่อนตัวอย่างถัดไปแบบอัตโนมัติ เอกสารของ CEM ระบุว่าเครื่องนี้สกัด PFAS ได้ 40 ชนิดจากดินและเนื้อเยื่อ ตามแนวทาง EPA Method 1633A</p>
<p>ถ้าแล็บของคุณกำลังประเมินว่าจะรับงาน PFAS ไหม จุดตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่เครื่องวัดปลายทางอย่างเดียว แต่อยู่ที่ขั้นเตรียมตัวอย่างว่าควบคุมการปนเปื้อนพื้นหลังได้หรือเปล่า</p>
<h2>ขั้นตอนหลังเตรียมตัวอย่างที่มักถูกข้าม</h2>
<p>หลายแล็บลงทุนกับเครื่องย่อยหรือเครื่องสกัดแล้วจบตรงนั้น ทั้งที่ขั้นตอนหลังจากนั้นอีกสามอย่างมีผลกับตัวเลขที่รายงานเหมือนกัน</p>
<ul>
<li>การปรับปริมาตร — ถ้าปรับปริมาตรสุดท้ายไม่ตรงกันทุกตัวอย่าง ความพยายามคุมอุณหภูมิตอนย่อยจะเสียเปล่า เพราะค่าที่คำนวณกลับไปหาความเข้มข้นเดิมจะเพี้ยนตามไปด้วย</li>
<li>การกรอง — ตัวอย่างที่ยังมีอนุภาคค้างจะไปรบกวนทั้งระบบนำส่งตัวอย่างและตัวตรวจวัด บางระบบอย่าง EDGE กรองให้เสร็จในตัวด้วย Q-Disc แต่ถ้าใช้วิธีอื่นต้องวางแผนขั้นนี้เอง</li>
<li>การเก็บตัวอย่างก่อนเข้าเครื่องวัด — ระยะเวลาและอุณหภูมิที่เก็บระหว่างรอวิเคราะห์มีผลกับ analyte บางกลุ่ม โดยเฉพาะสารอินทรีย์ ถ้าคิวเครื่องวัดยาว ควรกำหนดเงื่อนไขการเก็บไว้ในขั้นตอนการทำงานให้ชัด</li>
</ul>
<p>การเลือกวิธีเตรียมตัวอย่างให้เหมาะกับ analyte และ matrix เป็นงานที่ตอบจากสเปกเครื่องอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูวิธีมาตรฐานที่ต้องใช้และลักษณะตัวอย่างจริงประกอบ ทีมของ Thai Unique เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอกที่ทำงานกับงานเตรียมตัวอย่างในไทยโดยตรง ถ้าส่งชนิดตัวอย่าง analyte ที่ต้องรายงาน และวิธีมาตรฐานที่อ้างอิงมาให้ เราช่วยประเมินให้ได้ว่าควรใช้แนวทางไหน ติดต่อได้ที่ โทร 0-2629-0191-6 · customer.service@thaiunique.com</p>
<p>สินค้าที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ ดูรายละเอียดได้ที่หน้า CEM MARS 6, CEM EDGE, CEM EDGE PFAS และชุดย่อยแบบบล็อก SEAL BD50 / BD28</p>
<p>เครื่องย่อยและเครื่องสกัดที่กล่าวถึงในบทความนี้ มีจำหน่ายในประเทศไทยโดย Thai Unique พร้อมทีมติดตั้ง สอบเทียบ และดูแลหลังการขายที่ประจำอยู่ในประเทศ</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย</h2>
<h3>ย่อยด้วยไมโครเวฟกับ hot plate ต่างกันแค่ความเร็วหรือเปล่า</h3>
<p>ไม่ใช่แค่ความเร็ว การย่อยในภาชนะปิดด้วยไมโครเวฟทำให้อุณหภูมิสูงกว่าจุดเดือดของกรดที่ความดันบรรยากาศ จึงสลายตัวอย่างได้สมบูรณ์กว่า และเพราะเป็นระบบปิด ธาตุที่ระเหยง่ายจึงสูญเสียน้อยกว่า นอกจากนี้ทุกภาชนะได้รับสภาวะใกล้เคียงกัน ผลจึงทำซ้ำได้ดีกว่าการวางบน hot plate ที่ความร้อนไม่เท่ากันทั้งแผ่น</p>
<h3>หนึ่งรอบย่อยได้กี่ตัวอย่าง</h3>
<p>ขึ้นกับภาชนะที่เลือก ภาชนะแบบ MARSXpress รันได้สูงสุด 40 vessels ต่อ batch ที่ปริมาตร 20, 55 หรือ 75 มิลลิลิตร ส่วนภาชนะแรงดันสูงสำหรับงานยากอย่าง EasyPrep Plus จะได้ 12 ภาชนะที่ 100 มิลลิลิตร และ iPrep ได้ 16 ภาชนะที่ 110 มิลลิลิตร งานที่เน้นจำนวนกับงานที่เน้น matrix ยากจึงเลือกภาชนะคนละแบบ</p>
<h3>ต้องพัฒนา Method เองไหม</h3>
<p>ส่วนใหญ่ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ระบบมี pre-programmed method ติดตั้งมาให้กว่า 100 method ครอบคลุมชนิดตัวอย่างที่พบบ่อย โดยยังต้องเลือก method ให้เหมาะกับ sample matrix และงานวิเคราะห์ของแล็บ ถ้าเป็นตัวอย่างเฉพาะทาง ทีมของเราช่วยปรับ method ให้ได้</p>
<h3>งาน PFAS ใช้เครื่องย่อยตัวเดิมได้ไหม</h3>
<p>ไม่แนะนำ เพราะปัญหาหลักของงาน PFAS คือการปนเปื้อนจากชิ้นส่วนของอุปกรณ์เอง ระบบที่ออกแบบมาสำหรับงานนี้โดยเฉพาะจะทดสอบแล้วว่าทุกจุดที่สัมผัสตัวอย่างปลอด PFAS และมีขั้นล้างระบบระหว่างตัวอย่างเพื่อลดการตกค้าง</p>
<h3>ต้องเตรียมอะไรบ้างก่อนติดตั้ง</h3>
<p>ข้อกำหนดเรื่องไฟฟ้า ตู้ดูดควัน และพื้นที่วางเครื่อง ต่างกันตามเครื่องมือแต่ละชนิดและแต่ละรุ่น จึงไม่มีคำตอบชุดเดียวที่ใช้ได้กับทุกงาน วิธีที่ตรงที่สุดคือแจ้งรุ่นที่สนใจและสภาพหน้างานมาให้เราตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อ แล้วเราจะส่งข้อกำหนดการติดตั้งของรุ่นนั้นให้</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thaiunique.co.th/blog/sample-prep-digestion-extraction-guide/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขอใบเสนอราคาเครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติ ต้องบอกอะไรบ้าง และอะไรทำให้ราคาต่างกัน</title>
		<link>https://thaiunique.co.th/blog/water-analyzer-quotation-guide/</link>
					<comments>https://thaiunique.co.th/blog/water-analyzer-quotation-guide/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[mppaearth@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2026 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[แนะนำสินค้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thaiunique.co.th/?p=3035</guid>

					<description><![CDATA[เครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติเชิงสีมีสองตระกูลหลัก คือ d [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติเชิงสีมีสองตระกูลหลัก คือ discrete analyzer ที่แยกปฏิกิริยาของแต่ละตัวอย่างออกจากกัน กับ segmented flow analyzer ที่ปล่อยตัวอย่างไหลต่อเนื่องโดยมีฟองอากาศคั่น การเลือกไม่ได้ขึ้นกับยี่ห้อ แต่ขึ้นกับจำนวนตัวอย่างต่อวัน จำนวนพารามิเตอร์ที่ต้องรายงาน วิธีมาตรฐานที่ต้องใช้ ประเภทของตัวอย่างน้ำ และความเข้มข้นต่ำสุดที่ต้องตรวจให้ได้ เวลาขอใบเสนอราคา ถ้าแจ้งข้อมูลชุดนี้มาพร้อมกัน จะได้ข้อเสนอที่ตรงงานตั้งแต่รอบแรก</p>
<h2>เครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติมีกี่แบบ และต่างกันตรงไหน</h2>
<p>เครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติที่ใช้หลักการวัดค่าสี (colorimetric analysis) แบ่งได้เป็นสองตระกูล และความต่างไม่ได้อยู่ที่ความเร็วอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีที่ตัวอย่างกับรีเอเจนต์ทำปฏิกิริยากัน ซึ่งส่งผลต่อทั้งปริมาณสารที่ใช้ ขีดจำกัดการตรวจวัด และความยืดหยุ่นในการสลับพารามิเตอร์</p>
<p>Discrete analyzer จะแยกปฏิกิริยาของแต่ละตัวอย่างออกจากกัน แต่ละการทดสอบเกิดในภาชนะของตัวเอง ไม่ปะปนกัน จุดเด่นคือใช้ตัวอย่างและรีเอเจนต์น้อยกว่าต่อการทดสอบ และสลับพารามิเตอร์ได้เร็วโดยไม่ต้องรื้อระบบ จึงเหมาะกับแล็บที่ต้องรายงานหลายพารามิเตอร์ แต่จำนวนตัวอย่างต่อพารามิเตอร์ไม่ได้มากนัก เช่น แล็บบริการที่รับงานหลากหลาย หรือแล็บโรงงานที่ต้องดูทั้งน้ำใช้และน้ำทิ้ง</p>
<p>Segmented flow analyzer จะปล่อยให้รีเอเจนต์และตัวอย่างไหลเข้าสู่เครื่องต่อเนื่องตลอดเวลา โดยมีฟองอากาศคั่นแต่ละช่วงเพื่อกันการผสมข้ามระหว่างตัวอย่าง การที่ปฏิกิริยามีเวลาเกิดจนสมบูรณ์ทำให้เด่นเรื่องขีดจำกัดการตรวจวัดที่ต่ำและความแม่นยำในงานที่วิเคราะห์ตัวอย่างจำนวนมากซ้ำ ๆ ด้วยพารามิเตอร์เดิม เช่น งานน้ำทะเล หรืองานเฝ้าระวังคุณภาพน้ำที่เก็บตัวอย่างประจำจุดเดิมทุกเดือน ข้อแลกเปลี่ยนคือใช้รีเอเจนต์และตัวอย่างในปริมาณมากกว่า discrete analyzer</p>
<p>สรุปสั้น ๆ คือถ้าโจทย์ของคุณคือ “พารามิเตอร์เยอะ ตัวอย่างต่อพารามิเตอร์ไม่มาก” ให้เริ่มดูที่ discrete analyzer แต่ถ้าโจทย์คือ “พารามิเตอร์ไม่กี่ตัว แต่ตัวอย่างเยอะมากและต้องการค่าต่ำ ๆ ให้นิ่ง” ให้เริ่มดูที่ segmented flow analyzer</p>
<figure class="wp-block-table">
<table>
<thead>
<tr>
<th>หัวข้อที่เทียบ</th>
<th>Discrete analyzer</th>
<th>Segmented flow analyzer</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>ลักษณะการทำปฏิกิริยา</td>
<td>แยกแต่ละตัวอย่างออกจากกัน</td>
<td>ไหลต่อเนื่อง มีฟองอากาศคั่น</td>
</tr>
<tr>
<td>ปริมาณตัวอย่าง/รีเอเจนต์ต่อการทดสอบ</td>
<td>ไมโครลิตร (µL)</td>
<td>มิลลิลิตร (mL)</td>
</tr>
<tr>
<td>การเตรียมตัวอย่าง</td>
<td>รองรับ automated standard preparation, dilution, sample blanking และ sample spiking</td>
<td>รองรับ automated standard preparation, dilution, sample blanking, sample spiking และสามารถทำ inline preparation เช่น heating, dialysis, gas diffusion, distillation หรือ UV digestion ตามวิธีมาตรฐาน</td>
</tr>
<tr>
<td>จุดแข็ง</td>
<td>ความหลากหลายของพารามิเตอร์</td>
<td>ขีดจำกัดการตรวจวัดต่ำ ตรวจวัดตัวอย่างจำนวนมาก</td>
</tr>
<tr>
<td>งานที่เหมาะ</td>
<td>แล็บที่ต้องการตรวจวัดพารามิเตอร์หลากหลาย เช่น แล็บบริการ แล็บโรงงานที่ต้องรายงานหลายค่า</td>
<td>แล็บที่ต้องการตรวจวัดตัวอย่างจำนวนมาก แต่ใช้พารามิเตอร์เดิมซ้ำ ๆ หรือตัวอย่างที่ต้องทำ inline preparation</td>
</tr>
<tr>
<td>รุ่นที่ Thai Unique ดูแล</td>
<td>SEAL AQ400</td>
<td>SEAL AA500</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</figure>
<figure class="tu-figure"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/09/seal-aq400-vs-aa500-infographic-rev31.png" alt="แผนภาพเปรียบเทียบ discrete analyzer ที่แต่ละตัวอย่างทำปฏิกิริยาในหลุมปฏิกิริยาของตัวเอง กับ segmented flow analyzer ที่ตัวอย่างและรีเอเจนต์ไหลต่อเนื่องโดยมีฟองอากาศคั่นแต่ละช่วง" width="2400" height="1350" loading="lazy" /><figcaption>ความต่างของเครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติสองตระกูล อยู่ที่ตัวอย่างกับรีเอเจนต์ทำปฏิกิริยากันตรงไหน ไม่ใช่แค่ความเร็ว</figcaption></figure>
<h2>5 อย่างที่ต้องแจ้งตอนขอใบเสนอราคา</h2>
<p>เหตุผลที่ใบเสนอราคาเครื่องวิเคราะห์น้ำมักต้องแก้หลายรอบ ไม่ใช่เพราะผู้ขายตั้งใจถ่วง แต่เพราะข้อมูลตั้งต้นไม่ครบ แล้วต้องเดาสเปกไปก่อน ถ้าแจ้ง 5 ข้อนี้มาพร้อมกันตั้งแต่รอบแรก จะได้ข้อเสนอที่เทียบกันได้จริงระหว่างผู้ขายแต่ละราย</p>
<h3>1. จำนวนตัวอย่างต่อวัน และช่วงที่งานเข้าหนักที่สุด</h3>
<p>ไม่ใช่แค่ค่าเฉลี่ย เพราะเครื่องที่พอดีกับวันปกติอาจเอาไม่อยู่ในเดือนที่ลูกค้าส่งตัวอย่างเข้ามาพร้อมกัน ตัวเลขที่มีประโยชน์ที่สุดคือ “วันปกติกี่ตัวอย่าง และวันที่หนักที่สุดกี่ตัวอย่าง”</p>
<h3>2. พารามิเตอร์ที่ต้องรายงาน</h3>
<p>ระบุให้ครบทั้งที่ทำอยู่ตอนนี้และที่คิดว่าจะต้องทำเพิ่มใน 2-3 ปีข้างหน้า เพราะจำนวนพารามิเตอร์เป็นตัวกำหนดทั้งรุ่นเครื่องและจำนวนตำแหน่งรีเอเจนต์ที่ต้องมี</p>
<h3>3. วิธีมาตรฐานที่ต้องใช้</h3>
<p>จุดนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะประกาศของหน่วยงานไทยที่คุณต้องรายงานตาม มักระบุวิธีวิเคราะห์อ้างอิงไว้ด้วย ไม่ใช่แค่ค่ามาตรฐานที่ต้องผ่าน ให้เปิดประกาศฉบับที่ใช้กับกิจการของคุณแล้วดูว่ากำหนดวิธีไหนไว้ แล้วแจ้งมาพร้อมกัน</p>
<h3>4. ประเภทของตัวอย่างน้ำ</h3>
<p>น้ำประปา น้ำบาดาล น้ำผิวดิน น้ำทะเล น้ำทิ้งจากโรงงาน และน้ำจากบ่อบำบัด มี matrix ต่างกันมาก ตัวอย่างที่มีความเค็มสูงหรือมีสารรบกวนเยอะ อาจต้องมีขั้นเตรียมตัวอย่างเพิ่ม ซึ่งกระทบทั้งอุปกรณ์ที่ต้องมีและเวลาต่อรอบ</p>
<figure class="tu-figure"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/08/figS-2026-09-04.png" alt="ภาพถ่ายตัวอย่างน้ำหกประเภทที่ส่งเข้าเครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติ ได้แก่ น้ำประปา น้ำบาดาล น้ำผิวดิน น้ำทะเล น้ำทิ้งจากโรงงาน และน้ำจากบ่อบำบัด" width="2400" height="1470" loading="lazy" /><figcaption>ประเภทน้ำที่ต้องแจ้งตอนขอใบเสนอราคา — น้ำเกลือสูงกับน้ำทิ้งจากโรงงานเป็น matrix ที่รบกวนการวัดมากที่สุด</figcaption></figure>
<h3>5. ความเข้มข้นต่ำสุดที่ต้องตรวจให้ได้</h3>
<p>ถ้าเกณฑ์ที่ต้องรายงานอยู่ในระดับต่ำมาก ตัวเลือกจะแคบลงทันที และอาจเป็นตัวชี้ว่าต้องไปทาง segmented flow analyzer แทน discrete analyzer แจ้งเป็นค่าที่ต้องรายงานได้จริง ไม่ใช่ค่ามาตรฐานที่ผ่านง่าย ๆ</p>
<h2>อะไรทำให้ราคาต่างกัน</h2>
<p>เครื่องรุ่นเดียวกันเสนอราคาต่างกันได้หลายระดับ เพราะสิ่งที่อยู่ในใบเสนอราคาไม่ได้มีแค่ตัวเครื่อง ปัจจัยที่มีผลมากที่สุดเรียงตามลำดับคือ</p>
<ul>
<li>จำนวนพารามิเตอร์ที่วิเคราะห์ — แต่ละพารามิเตอร์ต้องมีชุดรีเอเจนต์และการตั้งค่าของตัวเอง ยิ่งรายงานหลายค่า ชุดที่ต้องซื้อก็ยิ่งเพิ่ม</li>
<li>ชุดย่อยหรือกลั่นในตัว — งานอย่าง total nitrogen, total phosphorus หรือ total cyanide ต้องมีขั้นเตรียมตัวอย่างก่อน ถ้าเลือกให้เครื่องทำในตัวจะสะดวกแต่ราคาสูงขึ้น ถ้าแยกไปย่อยข้างนอกด้วยชุดย่อยแบบบล็อกก็ประหยัดกว่า แต่ต้องมีคนทำขั้นนั้น</li>
<li>จำนวนตำแหน่งรีเอเจนต์และระบบแช่เย็น — รีเอเจนต์บางตัวต้องเก็บเย็นเพื่อให้คงสภาพตลอดรอบการทำงาน จำนวนตำแหน่งที่แช่เย็นได้จึงเป็นตัวกำหนดว่าจะตั้งค้างไว้ได้กี่พารามิเตอร์โดยไม่ต้องสลับสารบ่อย</li>
<li>ความจุถาดตัวอย่าง — ถาดที่จุตัวอย่างได้มากแปลว่าตั้งงานทิ้งไว้ได้ยาวกว่าโดยไม่ต้องมีคนมาเติม ซึ่งมีค่าตรง ๆ กับแล็บที่คนไม่พอ</li>
<li>สัญญาบริการ — ครอบคลุมแค่การสอบเทียบประจำปี หรือรวมอะไหล่สิ้นเปลืองและการเข้าแก้ไขเมื่อเครื่องมีปัญหาด้วย เป็นส่วนที่ทำให้ตัวเลขต่างกันมากที่สุดในระยะยาว แต่มักถูกตัดออกเวลาเทียบราคากันแบบเร็ว ๆ</li>
</ul>
<p>ข้อสังเกตเวลาเทียบใบเสนอราคาหลายเจ้า: ให้เทียบที่ “เครื่องแบบเดียวกันทำงานเดียวกันได้ไหม” ไม่ใช่เทียบที่ตัวเลขสุดท้ายอย่างเดียว ราคาที่ถูกกว่าอาจไม่ได้รวมชุดย่อยที่งานของคุณต้องใช้ หรือให้ตำแหน่งรีเอเจนต์มาน้อยกว่าจนต้องสลับสารทุกวัน</p>
<h2>ค่าใช้จ่ายต่อเนื่องที่คนมักลืมคิด</h2>
<p>ราคาเครื่องเป็นก้อนเดียวที่จ่ายครั้งเดียว แต่ต้นทุนที่อยู่กับแล็บไปตลอดอายุการใช้งานคือค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง ซึ่งควรประเมินตั้งแต่ตอนเลือกเครื่อง ไม่ใช่ไปเจอตอนใช้จริง</p>
<ul>
<li>รีเอเจนต์ — เป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุดของค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง และเป็นจุดที่ discrete analyzer กับ segmented flow analyzer ต่างกันชัด เพราะปริมาณที่ใช้ต่อการทดสอบไม่เท่ากัน ถ้ารันงานเยอะทุกวัน ส่วนต่างตรงนี้สะสมเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญภายในปีเดียว</li>
<li>ท่อปั๊ม — เป็นวัสดุสิ้นเปลืองที่เสื่อมตามการใช้งาน และเมื่อเสื่อมจะทำให้อัตราการดูดจ่ายปริมาตรผิดพลาดจนผลวิเคราะห์เพี้ยน ควรถามตั้งแต่ตอนขอราคาว่าต้องเปลี่ยนบ่อยแค่ไหนและหาซื้อได้จากที่ไหน</li>
<li>หลอดกำเนิดแสง — เมื่อความเข้มแสงลดลง ค่าการดูดกลืนแสงของทั้งตัวอย่างและกราฟมาตรฐานจะเบี่ยงไปพร้อมกัน สัญญาณรบกวนสูงขึ้น และส่งผลให้ค่า LOD กับ LOQ ยกสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้รายงานค่าต่ำ ๆ ไม่ได้เหมือนเดิม</li>
<li>เวลาที่ใช้เดินระบบต่อวัน — เป็นต้นทุนที่ไม่อยู่ในใบเสนอราคาแต่มีจริง เครื่องที่สั่งเปิดและปิดระบบอัตโนมัติได้ จะคืนเวลาช่วงเช้าและช่วงเย็นให้คนไปทำงานอย่างอื่น</li>
<li>การสอบเทียบและบำรุงรักษาประจำปี — ควรถามตั้งแต่ต้นว่ามีทีมที่เข้ามาทำได้ในประเทศหรือไม่ และมีอะไหล่พร้อมส่งหรือเปล่า เพราะสองข้อนี้เป็นตัวกำหนดว่าเครื่องจะหยุดงานนานแค่ไหนเวลามีปัญหา</li>
</ul>
<h2>สเปกที่ควรเอามาเทียบจริง ๆ</h2>
<p>เวลาเทียบเครื่อง ตัวเลขที่มีผลกับงานประจำวันจริง ๆ มีไม่กี่ตัว ด้านล่างคือสเปกของสองรุ่นที่ Thai Unique ดูแล เทียบกันหัวข้อต่อหัวข้อ ดึงจากเอกสารทางเทคนิคของผู้ผลิตโดยตรง</p>
<figure class="wp-block-table">
<table>
<thead>
<tr>
<th>หัวข้อ</th>
<th><a href="https://thaiunique.co.th/product/aq400/">SEAL AQ400</a> (discrete analyzer)</th>
<th><a href="https://thaiunique.co.th/product/aa500/">SEAL AA500</a> (segmented flow analyzer)</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>หลักการวิเคราะห์</td>
<td>Discrete colorimetric — แต่ละตัวอย่างทำปฏิกิริยาในหลุมปฏิกิริยาของตัวเอง ไม่ปะปนกัน</td>
<td>Segmented flow (SFA) — ตัวอย่างและรีเอเจนต์ไหลต่อเนื่อง มีฟองอากาศคั่น ปฏิกิริยาเกิดจนสมบูรณ์ก่อนวัด</td>
</tr>
<tr>
<td>ปริมาณตัวอย่างต่อการทดสอบ</td>
<td>3–500 ไมโครลิตร (µL) ขึ้นกับ method</td>
<td>ระดับมิลลิลิตร (mL) เพราะระบบดูดตัวอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวัด</td>
</tr>
<tr>
<td>ปริมาณรีเอเจนต์ต่อการทดสอบ</td>
<td>10–600 ไมโครลิตร (µL) ทั่วไปอยู่ที่ 300–400 µL</td>
<td>ระดับมิลลิลิตร (mL) เพราะรีเอเจนต์ไหลเข้าระบบต่อเนื่องเช่นเดียวกับตัวอย่าง</td>
</tr>
<tr>
<td>การรองรับหลายพารามิเตอร์ในเครื่องเดียว</td>
<td>ตำแหน่งรีเอเจนต์ 26 ตำแหน่ง ตั้งค้างไว้ได้หลายพารามิเตอร์พร้อมกัน</td>
<td>รองรับได้ถึง 6 ช่องวิเคราะห์ในเครื่องเดียว และใช้ multi-test manifold เปลี่ยนพารามิเตอร์ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนฮาร์ดแวร์</td>
</tr>
<tr>
<td>การเตรียมตัวอย่างอัตโนมัติในตัวเครื่อง</td>
<td>เตรียมสารมาตรฐาน เจือจางล่วงหน้าตามโปรแกรม เจือจางซ้ำอัตโนมัติเมื่อค่าหลุดช่วงวัด อ่าน sample blank และ spike ตัวอย่างได้</td>
<td>เตรียมสารมาตรฐาน เจือจาง อ่าน sample blank และ spike ได้เช่นกัน และทำ inline preparation เพิ่มได้ เช่น ให้ความร้อน dialysis gas diffusion distillation และ UV digestion</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ</td>
<td>ควบคุมหลอดกำเนิดแสงด้วยซอฟต์แวร์ พร้อมฟังก์ชัน End of Run</td>
<td>สั่งเปิดและปิดระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ รวมการเปิด-ปิดปั๊ม ปลดแท่นกดท่อปั๊ม (platen) และโปรแกรมล้างวาล์วกับรีเอเจนต์</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบตรวจวัดแสง</td>
<td>ฟิลเตอร์ 10 ตำแหน่ง (ความยาวคลื่น 405–880 nm) มีแหล่งกำเนิดแสงเป็น quartz tungsten-halogen และตัวตรวจวัดคือ silicon photodiode</td>
<td>เป็นระบบตรวจวัดแบบลำแสงคู่ (dual beam) มีแหล่งกำเนิดแสงชนิดหลอด LED ความยาวคลื่น 250–880 nm และมีตัวตรวจวัดคือ silicon photodiode</td>
</tr>
<tr>
<td>ความจุตัวอย่างต่อรอบ</td>
<td>80 – 120 ตัวอย่างต่อรอบ</td>
<td>แร็คตัวอย่างมีหลายขนาดให้เลือกตามปริมาณงาน และเติมตัวอย่างเพิ่มระหว่างรันได้</td>
</tr>
<tr>
<td>Method อ้างอิงที่รองรับ</td>
<td>Standard Methods for the Examination of Water and Wastewater, USEPA, ASTM, ISO, AOAC และ DIN</td>
<td>Standard Methods for the Examination of Water and Wastewater, USEPA, ASTM, ISO, AOAC และ DIN</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</figure>
<p>พารามิเตอร์ที่เรารับรองว่าทำได้บนเครื่อง SEAL AQ400 ในประเทศไทย ได้แก่ alkalinity, ammonia, chloride, hexavalent chromium, color, cyanide, nitrate, nitrite, ortho-phosphate, silica, sulfate และ total phosphate เป็นต้น</p>
<p>ส่วนพารามิเตอร์ที่ลูกค้าในไทยขอใบเสนอราคาสำหรับ SEAL AA500 มาบ่อยที่สุดคือ nitrate, nitrite, total cyanide, phenol, ammonia และ total nitrogen</p>
<p>ถ้างานของคุณมี total nitrogen หรือ total phosphorus ที่ต้องย่อยตัวอย่างก่อน และทำครั้งละหลายสิบตัวอย่างเป็นประจำ ให้ประเมินชุดย่อยแบบบล็อกอย่าง <a href="https://thaiunique.co.th/product/bd50-bd28/">SEAL BD50 และ BD28</a> ควบไปด้วย เพราะจะคุ้มกว่าการให้เครื่องวิเคราะห์ย่อยให้ในตัวเมื่อคิดต่อจำนวนตัวอย่างต่อรอบ</p>
<h2>การดูแลหลังการขายในประเทศไทย</h2>
<p>เครื่องวิเคราะห์ที่สเปกดีที่สุดก็ให้ผลผิดได้ ถ้าติดตั้งไม่ถูก สอบเทียบไม่ตรง หรือคนใช้ไม่เคยได้รับการสอนอย่างถูกวิธี ส่วนนี้จึงควรอยู่ในใบเสนอราคาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ไปคุยกันทีหลัง</p>
<p>สิ่งที่ควรถามไม่แพ้ราคาเครื่อง คือใครเป็นคนสอบเทียบให้ และคนคนนั้นรู้จักวิธีวิเคราะห์ที่คุณใช้จริงหรือเปล่า เพราะเครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติมีตัวแปรที่ต้องปรับตามชนิดตัวอย่างเยอะ คนที่ตั้งค่าให้จึงต้องเข้าใจเคมีของวิธี ไม่ใช่แค่เข้าใจปุ่มบนหน้าจอ</p>
<p>ทีมของ Thai Unique เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอกที่ประจำอยู่ในประเทศไทย ดูแลตั้งแต่ช่วยเลือกวิธีวิเคราะห์ให้เหมาะกับชนิดตัวอย่างของคุณ ติดตั้ง สอบเทียบ สอนใช้งาน ไปจนถึงการดูแลต่อเนื่องหลังการขาย และเกินกว่า 95% ของปัญหาที่พบหน้างาน จบได้ภายในประเทศ</p>
<p>เครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติทั้งสองตระกูลที่กล่าวถึงในบทความนี้ มีจำหน่ายในประเทศไทยโดย Thai Unique พร้อมทีมติดตั้ง สอบเทียบ และดูแลหลังการขายที่ประจำอยู่ในประเทศ</p>
<p>ถ้าอยากให้ทีมของเราเข้าไปดูขั้นตอนการทำงานของแล็บคุณก่อนตัดสินใจ <a href="https://thaiunique.co.th/contact-us/">ติดต่อได้ที่</a> โทร 0-2629-0191-6 หรืออีเมล customer.service@thaiunique.com</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย</h2>
<h3>SEAL AQ400 ราคาเท่าไหร่</h3>
<p>ราคาไม่ได้เป็นตัวเลขเดียว เพราะแต่ละงานมีการกำหนดสเปกและอุปกรณ์ประกอบที่แตกต่างกัน ตัวแปรที่มีผลมากที่สุดคือพารามิเตอร์ที่ต้องรายงาน จำนวนตัวอย่างต่อวัน วิธีมาตรฐานที่ต้องใช้ และสัญญาบริการที่เลือก วิธีที่เร็วที่สุดคือแจ้งชนิดตัวอย่าง จำนวนต่อวัน และพารามิเตอร์ที่ต้องรายงานมาให้เรา แล้วเราจะจัดชุดและเสนอราคาให้ตรงงาน</p>
<h3>Discrete analyzer กับ Segmented flow analyzer เลือกอย่างไร</h3>
<p>โดยหลักการ discrete analyzer ใช้ตัวอย่างและรีเอเจนต์น้อยกว่าต่อการทดสอบ และสลับพารามิเตอร์ได้เร็ว จึงเหมาะกับงานที่พารามิเตอร์หลากหลายแต่จำนวนตัวอย่างต่อพารามิเตอร์ไม่มาก ส่วน Segmented flow analyzer ปล่อยให้รีเอเจนต์และตัวอย่างไหลเข้าสู่เครื่องต่อเนื่องตลอดเวลาเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาสมบูรณ์ จึงเด่นเรื่องขีดจำกัดการตรวจวัดที่ต่ำและความแม่นยำในงานตัวอย่างจำนวนมากซ้ำ ๆ เช่น น้ำทะเลหรืองานเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม ดังนั้น Segmented flow analyzer จะใช้รีเอเจนต์และตัวอย่างในปริมาณมากกว่า discrete analyzer</p>
<h3>ตัวอย่างเข้ามาความเข้มข้นไม่เท่ากันเลย ต้องเจือจางเองไหม</h3>
<p>ไม่ต้องเจือจางมือทุกตัวอย่าง เครื่องอย่าง AQ400 ตั้งโปรแกรมเจือจางล่วงหน้าได้ และเจือจางซ้ำอัตโนมัติเมื่อค่าหลุดช่วงวัด โดยไม่ต้องรันใหม่ทั้งชุด ช่วยลดทั้งเวลาและความผิดพลาดจากการเจือจางด้วยมือ</p>
<h3>ใช้ตัวอย่างและรีเอเจนต์น้อยแค่ไหนต่อการทดสอบ</h3>
<p>AQ400 ใช้ตัวอย่างระหว่าง 3 ถึง 500 ไมโครลิตร และใช้รีเอเจนต์ระหว่าง 10 ถึง 600 ไมโครลิตรต่อการทดสอบ ขึ้นกับ method ซึ่งสำคัญมากกับงานที่ตัวอย่างมีจำกัด เช่น น้ำจากพื้นที่เก็บยาก หรือหลังผ่านการเตรียมตัวอย่างมาแล้วหลายขั้น</p>
<h3>มีบริการสอบเทียบและดูแลต่อเนื่องในไทยไหม</h3>
<p>มี Thai Unique ดูแลครบตั้งแต่ติดตั้ง สอบเทียบ สอนใช้งาน ไปจนถึงการดูแลต่อเนื่องหลังการขาย โดยทีมที่ประจำอยู่ในประเทศไทย ติดต่อได้ที่ โทร 0-2629-0191-6 · customer.service@thaiunique.com</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thaiunique.co.th/blog/water-analyzer-quotation-guide/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การวิเคราะห์ความชื้น (Moisture Analysis) ที่ดูเหมือนง่าย…แต่ให้ผลคลาดเคลื่อนโดยไม่รู้ตัว</title>
		<link>https://thaiunique.co.th/blog/what-to-know-about-moisture-analysis/</link>
					<comments>https://thaiunique.co.th/blog/what-to-know-about-moisture-analysis/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[mppaearth@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Apr 2026 10:26:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[บทความเทคนิค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thaiunique.co.th/?p=2678</guid>

					<description><![CDATA[เคยเจอไหม? • วัดซ้ำแล้วค่าไม่เท่ากัน • ตัวอย่างเดียวกัน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-medium-font-size wp-block-paragraph"><strong>เคยเจอไหม?</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">• วัดซ้ำแล้วค่าไม่เท่ากัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">• ตัวอย่างเดียวกัน วัดคนละวันได้ผลไม่เหมือนเดิม</p>



<p class="wp-block-paragraph">• รอผลนาน จนตัดสินใจทาง QC ช้าเกินไป</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลายครั้งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากคนวัด แต่เกิดจาก &#8220;ธรรมชาติของตัวอย่าง&#8221; และ &#8220;วิธีวิเคราะห์&#8221; ที่เลือกใช้</p>



<p class="wp-block-paragraph">───</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size">ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า &#8220;น้ำ&#8221; ในตัวอย่างมีกี่แบบ</h2>



<h3 class="wp-block-heading has-medium-font-size">น้ำในตัวอย่างแบ่งได้ 2 รูปแบบหลัก:</h3>



<p class="wp-block-paragraph">• Free Water — น้ำที่อยู่อย่างอิสระ ระเหยได้ง่าย</p>



<p class="wp-block-paragraph">• Bound Water — น้ำที่สร้างพันธะกับโมเลกุลขนาดใหญ่ เช่น คาร์โบไฮเดรต, โปรตีน เป็นน้ำที่ระเหยออกได้ยาก ต้องใช้พลังงานสูงและเวลานานในการดึงออก</p>



<p class="wp-block-paragraph">ความแตกต่างของรูปแบบน้ำนี้ คือจุดเริ่มต้นของความคลาดเคลื่อนที่หลายคนมองข้าม</p>



<p class="wp-block-paragraph">───</p>



<p class="wp-block-paragraph">และนี่คือราคาที่ต้องจ่าย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ค่าความชื้นที่คลาดเคลื่อนเพียง 1–2% ในสายการผลิต</p>



<p class="wp-block-paragraph">อาจหมายถึง Yield ที่หายไป, สินค้า Reject ที่เพิ่มขึ้น, และ Shelf-life ที่ไม่เป็นไปตามที่ระบุ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทุกล็อตที่ผ่านโดยไม่รู้ว่าผิด — คือต้นทุนที่สะสมอยู่อย่างเงียบๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">───</p>



<p class="wp-block-paragraph">ความผิดพลาดใน Moisture Analysis ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากความประมาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่เกิดจากการเลือกวิธีวิเคราะห์และเวลาที่ไม่เหมาะสมกับชนิดและสภาพของตัวอย่าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">───</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size">ห้องแล็บของคุณเจอปัญหาไหนบ่อยที่สุด? </h2>



<p class="wp-block-paragraph">หากกำลังมองหา Solution ด้านการวิเคราะห์ความชื้นที่เหมาะกับสายการผลิตของคุณ เราพร้อมให้คำปรึกษาด้าน Method โดยเฉพาะ สามารถติดต่อมาได้เลยครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thaiunique.co.th/blog/what-to-know-about-moisture-analysis/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การกำจัดขั้นตอนการล้างในกระบวนการสังเคราะห์เปปไทด์ด้วยเทคนิค SPPS</title>
		<link>https://thaiunique.co.th/blog/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[mppaearth@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 03 Feb 2026 07:14:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[บทความเทคนิค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thaiunique.co.th/?p=2035</guid>

					<description><![CDATA[ทางบริษัท CEM ได้พัฒนาขั้นตอนการสังเคราะห์เปปไทด์ด้วยเท [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ทางบริษัท CEM ได้พัฒนาขั้นตอนการสังเคราะห์เปปไทด์ด้วยเทคนิค Solid phase peptide synthesis (SPPS) โดยการตัดขั้นตอนของการล้างในระหว่างแต่ละรอบการเติมกรดอะมิโน ซึ่งใช้หลักการของการระเหยของสารละลาย Fmoc deprotection base โดยการเพิ่มอุณหภูมิ และมีการป้องกันการควบแน่นของไอสารระเหยที่บริเวณผนัง vessel ด้วยระบบ Headspace gas flushing กระบวนการนี้ได้ทดสอบว่าสามารถทำงานได้ทั้งในระดับงานวิจัยสำหรับเครื่อง <strong>Liberty PRIME 2.0 </strong>รวมไปถึงในระดับการผลิตสำหรับเครื่อง <strong>Liberty Pro </strong>โดยไม่ส่งผลต่อคุณภาพของสายพอลีเปปไทด์ที่สังเคราะห์ได้ ถึงแม้ว่ามีความยาวของสายพอลีเปปไทด์จะแตกต่างกัน (ความยาวกรดอะมิโนมากสุดถึง 84 ตัว)&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่า กระบวนการสังเคราะห์เปปไทด์ด้วยเทคนิคนี้มีความรวดเร็วและให้พอลีเปปไทด์ที่มีความบริสุทธิ์สูง นอกจากนี้ยังสามารถลดปริมาณของเสียจากกระบวนการได้มากถึง 95% ในทุกขนาดการสังเคราะห์ และใช้สารละลาย deprotection base เพียง 10–15% ของปริมาณเดิม การปรับปรุงเหล่านี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลิตเปปไทด์คุณภาพสูง และช่วยให้การเข้าถึงยาเปปไทด์มีความเป็นไปได้มากขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-full is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="2005" height="1856" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Figure-1-updated.webp" alt="" class="wp-image-2379" style="width:800px;height:auto" srcset="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Figure-1-updated.webp 2005w, https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Figure-1-updated-300x278.webp 300w, https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Figure-1-updated-1024x948.webp 1024w, https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Figure-1-updated-768x711.webp 768w, https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Figure-1-updated-1536x1422.webp 1536w" sizes="(max-width: 2005px) 100vw, 2005px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>รูปที่ 1 </strong>แสดงปฏิกิริยาระหว่างกระบวนการ Wash-free bulk evaporation SPPS โดยใช้แก๊สไนโตรเจนผ่าน Headspace flushing gas เพื่อกำจัดไอระเหยของ pyrrolidine ในขั้นตอนของ deprotection</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img decoding="async" width="711" height="1024" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Figure-3-updated-711x1024.webp" alt="" class="wp-image-2380" style="width:800px;height:auto" srcset="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Figure-3-updated-711x1024.webp 711w, https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Figure-3-updated-208x300.webp 208w, https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Figure-3-updated-768x1107.webp 768w, https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Figure-3-updated-1066x1536.webp 1066w, https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Figure-3-updated-1421x2048.webp 1421w, https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Figure-3-updated.webp 1735w" sizes="(max-width: 711px) 100vw, 711px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>รูปที่ 2 </strong>แสดงการเปรียบเทียบความบริสุทธิ์ของ Crude ระหว่างการสังเคราะห์แบบ Wash-free และแบบ Wash ของ a. Peptide synthesis b. Protein synthesis โดยทุก Chromatograms ตรวจวัดที่ความยาวคลื่น 214 nm JR: WFTTLISTIM-NH2; MW=1211Da; ACP: VQAAIDYING-OH; MW= 1063Da; Liraglutide: HAEGT-FTSDVSSYLEGQAAK(γ-E-palmitoyl)-EFIAWLVRGRG OH; MW=3751Da; Semaglutide: HXEGTF-TSDVSSYLEGNAAK (C18 diacid-γ-E-OEG OEG)-EFIAWLVRGRG-OH, where X=Aib; MW=4113Da; β-amyloid: DAEFRHDSGYEVHHQKLVFFAEDVGSNKGAIIGLMVGGVVIA-OH; MW=4514Da; Proinsulin: FVNQHLCGSHLVEALYLVCGERGFFYTPKTRREAEDLQVGQVELGGGPGAGSLQPLA LEGSLQKRGIVEQCCT-SICSLYQLENYCN-NH<sub>2</sub>; MW=9394Da; Barstar: KKAVING EQIRSISDLHQTLKKELALPEYYGENLDALWDCLTGWVEYPLVLEWRQFEQSKQLTEN GAESVLQVFR-EAKAEGCDITIILS-NH<sub>2</sub>;MW=10210Da.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การวิเคราะห์ความชื้น ไขมัน และโปรตีนในผลิตภัณฑ์เนื้อและนมทางเลือก</title>
		<link>https://thaiunique.co.th/blog/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b9%84%e0%b8%82/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[mppaearth@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 03 Feb 2026 07:06:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[บทความเทคนิค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thaiunique.co.th/?p=2026</guid>

					<description><![CDATA[ปัจจุบันเทคโนโลยีการวิเคราะห์ความชื้น ไขมัน และโปรตีนใน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ปัจจุบันเทคโนโลยีการวิเคราะห์ความชื้น ไขมัน และโปรตีนในอาหารได้รับการพัฒนาให้มีความรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์เนื้อและนมทางเลือกที่มีส่วนประกอบและโครงสร้างแตกต่างจากผลิตภัณฑ์แบบดั้งเดิม การวิเคราะห์องค์ประกอบเหล่านี้อย่างถูกต้องช่วยให้ผู้ผลิตสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน มีรสชาติสม่ำเสมอ ลดต้นทุนการผลิต และยืดอายุการเก็บรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการเลือกใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ที่เหมาะสมและเชื่อถือได้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ผลิตในกลุ่มเนื้อและนมทางเลือกสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างมั่นใจ ทั้งในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ</p>



<h2 class="wp-block-heading">บทนำ</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ความต้องการบริโภคอาหารในกลุ่มวีแกน มังสวิรัติ และอาหารฉลากโปร่งใส (Clean Label) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก จากแนวโน้มด้านสุขภาพและความยั่งยืน ทำให้ตลาดเนื้อและนมทางเลือก (Meat &amp; Dairy Alternatives) ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามส่วนประกอบและแหล่งวัตถุดิบที่แตกต่างกันของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ทำให้วิธีการทดสอบแบบดั้งเดิมที่ใช้กับเนื้อหรือนมทั่วไป ไม่สามารถให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำได้เสมอไป โดยเฉพาะการวิเคราะห์ไขมันและโปรตีน ซึ่งมีโครงสร้างเฉพาะตัวตามแหล่งพืชหรือจุลินทรีย์ที่ใช้ผลิต นอกจากนี้ความชื้นยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพของอาหารทุกชนิด หากมีมากเกินไปในส่วนผสมหรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป จะทำให้อายุการเก็บรักษาลดลงอย่างมาก ดังนั้นการควบคุมระดับความชื้น ไขมัน และโปรตีนอย่างแม่นยำในผลิตภัณฑ์เนื้อและนมทางเลือก จึงช่วยให้สามารถพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำที่สุด (least-cost formulation) ได้ โดยสามารถรักษาคุณภาพและความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์ได้อย่างครบถ้วน</p>



<h2 class="wp-block-heading">SMART 6, ORACLE, และ Sprint</h2>



<p class="wp-block-paragraph">เครื่อง <strong>SMART 6 </strong>และ <strong>ORACLE </strong>สามารถใช้งานร่วมกันเพื่อวิเคราะห์ความชื้น และไขมันได้อย่างรวดเร็ว โดยให้ผลลัพธ์ภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที ส่วน <strong>Sprint </strong>เป็นระบบตรวจวัดโปรตีนโดยตรงที่ใช้เทคโนโลยีการจับสีย้อม (dye-binding technology) การตรวจวัดโปรตีนโดยตรงนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะตรวจวัดเฉพาะ “true protein” ไม่รวมไนโตรเจนที่ไม่ใช่โปรตีน (non-protein nitrogen) ซึ่งอาจทำให้เกิดค่าคลาดเคลื่อนได้ในตัวอย่างบางชนิด</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ เครื่อง <strong>Sprint</strong> ไม่จำเป็นต้องสอบเทียบบ่อยครั้ง ผู้ใช้งานสามารถสร้างวิธีการทดสอบ (method) ใหม่ได้ง่าย แต่เทคโนโลยีวิเคราะห์อื่นๆ เช่น NIR, FT-IR และ TD-NMR มักต้องมีการสอบเทียบและพัฒนาวิธีการทดสอบ เฉพาะสำหรับตัวอย่างแต่ละชนิด เนื่องจากความแตกต่างด้านสี เนื้อสัมผัส และความสม่ำเสมอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ การวิเคราะห์ความชื้น ไขมัน และโปรตีนในผลิตภัณฑ์เนื้อและนมทางเลือกสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ยังคงความแม่นยำและเที่ยงตรงเทียบเท่าวิธีอ้างอิงมาตรฐานในห้องปฏิบัติการ</p>



<h2 class="wp-block-heading">การทดลอง</h2>



<p class="wp-block-paragraph">เพื่อประเมินประสิทธิภาพของเครื่อง <strong>SMART 6</strong>, <strong>ORACLE,</strong> และ <strong>Sprint</strong> ได้มีการทดสอบกับผลิตภัณฑ์เนื้อและนมทางเลือกทั้งหมด 5 ชนิด ตัวอย่างขนาด 2 กรัม จะถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยเครื่อง <strong>SMART 6</strong> พร้อมเปรียบเทียบกับวิธีอ้างอิงโดยใช้เตาอบลมร้อน (air oven) ที่อุณหภูมิ 100 °C เป็นเวลา 8 ชั่วโมง ทดสอบซ้ำ 3 ครั้ง และทำให้เย็นลงในเครื่องดูดความชื้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวอย่างที่ผ่านการอบแห้งแล้วถูกนำไปวิเคราะห์ด้วยเครื่อง <strong>ORACLE</strong> โดยใช้เวลาในการวิเคราะห์เพียง 30 วินาที โดยไม่ต้องสอบเทียบหรือพัฒนา Method สำหรับวิธีอ้างอิงใช้วิธี Soxhlet extraction สำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อทางเลือก และวิธี Acid hydrolysis สำหรับผลิตภัณฑ์นมทางเลือก</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในการวิเคราะห์โปรตีน ตัวอย่างขนาด 1 กรัมถูกชั่งใส่ถ้วยตัวอย่างของเครื่อง <strong>Sprint</strong><strong><sup> </sup></strong>และทำการวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีการจับสีย้อม (Dye-binding reaction) ใช้เวลาประมาณ 4 นาที ผลลัพธ์ถูกเปรียบเทียบกับวิธีอ้างอิง Kjeldahl digestion</p>



<h2 class="wp-block-heading">ผลการทดลอง</h2>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><a href="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Table-1-updated.png"><img decoding="async" width="1024" height="762" data-id="2372" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Table-1-updated-1024x762.png" alt="" class="wp-image-2372" srcset="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Table-1-updated-1024x762.png 1024w, https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Table-1-updated-300x223.png 300w, https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Table-1-updated-768x572.png 768w, https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Table-1-updated.png 1037w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></a></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><a href="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Table-2-updated.png"><img loading="lazy" decoding="async" width="1025" height="770" data-id="2373" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Table-2-updated.png" alt="" class="wp-image-2373" srcset="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Table-2-updated.png 1025w, https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Table-2-updated-300x225.png 300w, https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Table-2-updated-768x577.png 768w" sizes="(max-width: 1025px) 100vw, 1025px" /></a></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><a href="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Table-3-updated.png"><img loading="lazy" decoding="async" width="1023" height="772" data-id="2374" src="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Table-3-updated.png" alt="" class="wp-image-2374" srcset="https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Table-3-updated.png 1023w, https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Table-3-updated-300x226.png 300w, https://thaiunique.co.th/wp-content/uploads/2026/02/Reference-2_Table-3-updated-768x580.png 768w" sizes="(max-width: 1023px) 100vw, 1023px" /></a></figure>
</figure>



<h2 class="wp-block-heading">บทสรุป</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเนื้อและนมทางเลือกที่ต้องการควบคุมความชื้น โปรตีน และไขมัน สามารถใช้เครื่องมือวิเคราะห์ที่รวดเร็วและแม่นยำเพื่อตรวจวัดองค์ประกอบอาหารอย่างถูกต้อง ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาและปรับสูตร เครื่องมือ <strong>SMART 6</strong>, <strong>ORACLE</strong>, และ <strong>Sprint </strong>จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ผลิตที่มองหาผลลัพธ์ที่รวดเร็วและเชื่อถือได้</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
