เครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติเชิงสีมีสองตระกูลหลัก คือ discrete analyzer ที่แยกปฏิกิริยาของแต่ละตัวอย่างออกจากกัน กับ segmented flow analyzer ที่ปล่อยตัวอย่างไหลต่อเนื่องโดยมีฟองอากาศคั่น การเลือกไม่ได้ขึ้นกับยี่ห้อ แต่ขึ้นกับจำนวนตัวอย่างต่อวัน จำนวนพารามิเตอร์ที่ต้องรายงาน วิธีมาตรฐานที่ต้องใช้ ประเภทของตัวอย่างน้ำ และความเข้มข้นต่ำสุดที่ต้องตรวจให้ได้ เวลาขอใบเสนอราคา ถ้าแจ้งข้อมูลชุดนี้มาพร้อมกัน จะได้ข้อเสนอที่ตรงงานตั้งแต่รอบแรก
เครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติมีกี่แบบ และต่างกันตรงไหน
เครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติที่ใช้หลักการวัดค่าสี (colorimetric analysis) แบ่งได้เป็นสองตระกูล และความต่างไม่ได้อยู่ที่ความเร็วอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีที่ตัวอย่างกับรีเอเจนต์ทำปฏิกิริยากัน ซึ่งส่งผลต่อทั้งปริมาณสารที่ใช้ ขีดจำกัดการตรวจวัด และความยืดหยุ่นในการสลับพารามิเตอร์
Discrete analyzer จะแยกปฏิกิริยาของแต่ละตัวอย่างออกจากกัน แต่ละการทดสอบเกิดในภาชนะของตัวเอง ไม่ปะปนกัน จุดเด่นคือใช้ตัวอย่างและรีเอเจนต์น้อยกว่าต่อการทดสอบ และสลับพารามิเตอร์ได้เร็วโดยไม่ต้องรื้อระบบ จึงเหมาะกับแล็บที่ต้องรายงานหลายพารามิเตอร์ แต่จำนวนตัวอย่างต่อพารามิเตอร์ไม่ได้มากนัก เช่น แล็บบริการที่รับงานหลากหลาย หรือแล็บโรงงานที่ต้องดูทั้งน้ำใช้และน้ำทิ้ง
Segmented flow analyzer จะปล่อยให้รีเอเจนต์และตัวอย่างไหลเข้าสู่เครื่องต่อเนื่องตลอดเวลา โดยมีฟองอากาศคั่นแต่ละช่วงเพื่อกันการผสมข้ามระหว่างตัวอย่าง การที่ปฏิกิริยามีเวลาเกิดจนสมบูรณ์ทำให้เด่นเรื่องขีดจำกัดการตรวจวัดที่ต่ำและความแม่นยำในงานที่วิเคราะห์ตัวอย่างจำนวนมากซ้ำ ๆ ด้วยพารามิเตอร์เดิม เช่น งานน้ำทะเล หรืองานเฝ้าระวังคุณภาพน้ำที่เก็บตัวอย่างประจำจุดเดิมทุกเดือน ข้อแลกเปลี่ยนคือใช้รีเอเจนต์และตัวอย่างในปริมาณมากกว่า discrete analyzer
สรุปสั้น ๆ คือถ้าโจทย์ของคุณคือ “พารามิเตอร์เยอะ ตัวอย่างต่อพารามิเตอร์ไม่มาก” ให้เริ่มดูที่ discrete analyzer แต่ถ้าโจทย์คือ “พารามิเตอร์ไม่กี่ตัว แต่ตัวอย่างเยอะมากและต้องการค่าต่ำ ๆ ให้นิ่ง” ให้เริ่มดูที่ segmented flow analyzer
| หัวข้อที่เทียบ | Discrete analyzer | Segmented flow analyzer |
|---|---|---|
| ลักษณะการทำปฏิกิริยา | แยกแต่ละตัวอย่างออกจากกัน | ไหลต่อเนื่อง มีฟองอากาศคั่น |
| ปริมาณตัวอย่าง/รีเอเจนต์ต่อการทดสอบ | ไมโครลิตร (µL) | มิลลิลิตร (mL) |
| การเตรียมตัวอย่าง | รองรับ automated standard preparation, dilution, sample blanking และ sample spiking | รองรับ automated standard preparation, dilution, sample blanking, sample spiking และสามารถทำ inline preparation เช่น heating, dialysis, gas diffusion, distillation หรือ UV digestion ตามวิธีมาตรฐาน |
| จุดแข็ง | ความหลากหลายของพารามิเตอร์ | ขีดจำกัดการตรวจวัดต่ำ ตรวจวัดตัวอย่างจำนวนมาก |
| งานที่เหมาะ | แล็บที่ต้องการตรวจวัดพารามิเตอร์หลากหลาย เช่น แล็บบริการ แล็บโรงงานที่ต้องรายงานหลายค่า | แล็บที่ต้องการตรวจวัดตัวอย่างจำนวนมาก แต่ใช้พารามิเตอร์เดิมซ้ำ ๆ หรือตัวอย่างที่ต้องทำ inline preparation |
| รุ่นที่ Thai Unique ดูแล | SEAL AQ400 | SEAL AA500 |

5 อย่างที่ต้องแจ้งตอนขอใบเสนอราคา
เหตุผลที่ใบเสนอราคาเครื่องวิเคราะห์น้ำมักต้องแก้หลายรอบ ไม่ใช่เพราะผู้ขายตั้งใจถ่วง แต่เพราะข้อมูลตั้งต้นไม่ครบ แล้วต้องเดาสเปกไปก่อน ถ้าแจ้ง 5 ข้อนี้มาพร้อมกันตั้งแต่รอบแรก จะได้ข้อเสนอที่เทียบกันได้จริงระหว่างผู้ขายแต่ละราย
1. จำนวนตัวอย่างต่อวัน และช่วงที่งานเข้าหนักที่สุด
ไม่ใช่แค่ค่าเฉลี่ย เพราะเครื่องที่พอดีกับวันปกติอาจเอาไม่อยู่ในเดือนที่ลูกค้าส่งตัวอย่างเข้ามาพร้อมกัน ตัวเลขที่มีประโยชน์ที่สุดคือ “วันปกติกี่ตัวอย่าง และวันที่หนักที่สุดกี่ตัวอย่าง”
2. พารามิเตอร์ที่ต้องรายงาน
ระบุให้ครบทั้งที่ทำอยู่ตอนนี้และที่คิดว่าจะต้องทำเพิ่มใน 2-3 ปีข้างหน้า เพราะจำนวนพารามิเตอร์เป็นตัวกำหนดทั้งรุ่นเครื่องและจำนวนตำแหน่งรีเอเจนต์ที่ต้องมี
3. วิธีมาตรฐานที่ต้องใช้
จุดนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะประกาศของหน่วยงานไทยที่คุณต้องรายงานตาม มักระบุวิธีวิเคราะห์อ้างอิงไว้ด้วย ไม่ใช่แค่ค่ามาตรฐานที่ต้องผ่าน ให้เปิดประกาศฉบับที่ใช้กับกิจการของคุณแล้วดูว่ากำหนดวิธีไหนไว้ แล้วแจ้งมาพร้อมกัน
4. ประเภทของตัวอย่างน้ำ
น้ำประปา น้ำบาดาล น้ำผิวดิน น้ำทะเล น้ำทิ้งจากโรงงาน และน้ำจากบ่อบำบัด มี matrix ต่างกันมาก ตัวอย่างที่มีความเค็มสูงหรือมีสารรบกวนเยอะ อาจต้องมีขั้นเตรียมตัวอย่างเพิ่ม ซึ่งกระทบทั้งอุปกรณ์ที่ต้องมีและเวลาต่อรอบ

5. ความเข้มข้นต่ำสุดที่ต้องตรวจให้ได้
ถ้าเกณฑ์ที่ต้องรายงานอยู่ในระดับต่ำมาก ตัวเลือกจะแคบลงทันที และอาจเป็นตัวชี้ว่าต้องไปทาง segmented flow analyzer แทน discrete analyzer แจ้งเป็นค่าที่ต้องรายงานได้จริง ไม่ใช่ค่ามาตรฐานที่ผ่านง่าย ๆ
อะไรทำให้ราคาต่างกัน
เครื่องรุ่นเดียวกันเสนอราคาต่างกันได้หลายระดับ เพราะสิ่งที่อยู่ในใบเสนอราคาไม่ได้มีแค่ตัวเครื่อง ปัจจัยที่มีผลมากที่สุดเรียงตามลำดับคือ
- จำนวนพารามิเตอร์ที่วิเคราะห์ — แต่ละพารามิเตอร์ต้องมีชุดรีเอเจนต์และการตั้งค่าของตัวเอง ยิ่งรายงานหลายค่า ชุดที่ต้องซื้อก็ยิ่งเพิ่ม
- ชุดย่อยหรือกลั่นในตัว — งานอย่าง total nitrogen, total phosphorus หรือ total cyanide ต้องมีขั้นเตรียมตัวอย่างก่อน ถ้าเลือกให้เครื่องทำในตัวจะสะดวกแต่ราคาสูงขึ้น ถ้าแยกไปย่อยข้างนอกด้วยชุดย่อยแบบบล็อกก็ประหยัดกว่า แต่ต้องมีคนทำขั้นนั้น
- จำนวนตำแหน่งรีเอเจนต์และระบบแช่เย็น — รีเอเจนต์บางตัวต้องเก็บเย็นเพื่อให้คงสภาพตลอดรอบการทำงาน จำนวนตำแหน่งที่แช่เย็นได้จึงเป็นตัวกำหนดว่าจะตั้งค้างไว้ได้กี่พารามิเตอร์โดยไม่ต้องสลับสารบ่อย
- ความจุถาดตัวอย่าง — ถาดที่จุตัวอย่างได้มากแปลว่าตั้งงานทิ้งไว้ได้ยาวกว่าโดยไม่ต้องมีคนมาเติม ซึ่งมีค่าตรง ๆ กับแล็บที่คนไม่พอ
- สัญญาบริการ — ครอบคลุมแค่การสอบเทียบประจำปี หรือรวมอะไหล่สิ้นเปลืองและการเข้าแก้ไขเมื่อเครื่องมีปัญหาด้วย เป็นส่วนที่ทำให้ตัวเลขต่างกันมากที่สุดในระยะยาว แต่มักถูกตัดออกเวลาเทียบราคากันแบบเร็ว ๆ
ข้อสังเกตเวลาเทียบใบเสนอราคาหลายเจ้า: ให้เทียบที่ “เครื่องแบบเดียวกันทำงานเดียวกันได้ไหม” ไม่ใช่เทียบที่ตัวเลขสุดท้ายอย่างเดียว ราคาที่ถูกกว่าอาจไม่ได้รวมชุดย่อยที่งานของคุณต้องใช้ หรือให้ตำแหน่งรีเอเจนต์มาน้อยกว่าจนต้องสลับสารทุกวัน
ค่าใช้จ่ายต่อเนื่องที่คนมักลืมคิด
ราคาเครื่องเป็นก้อนเดียวที่จ่ายครั้งเดียว แต่ต้นทุนที่อยู่กับแล็บไปตลอดอายุการใช้งานคือค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง ซึ่งควรประเมินตั้งแต่ตอนเลือกเครื่อง ไม่ใช่ไปเจอตอนใช้จริง
- รีเอเจนต์ — เป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุดของค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง และเป็นจุดที่ discrete analyzer กับ segmented flow analyzer ต่างกันชัด เพราะปริมาณที่ใช้ต่อการทดสอบไม่เท่ากัน ถ้ารันงานเยอะทุกวัน ส่วนต่างตรงนี้สะสมเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญภายในปีเดียว
- ท่อปั๊ม — เป็นวัสดุสิ้นเปลืองที่เสื่อมตามการใช้งาน และเมื่อเสื่อมจะทำให้อัตราการดูดจ่ายปริมาตรผิดพลาดจนผลวิเคราะห์เพี้ยน ควรถามตั้งแต่ตอนขอราคาว่าต้องเปลี่ยนบ่อยแค่ไหนและหาซื้อได้จากที่ไหน
- หลอดกำเนิดแสง — เมื่อความเข้มแสงลดลง ค่าการดูดกลืนแสงของทั้งตัวอย่างและกราฟมาตรฐานจะเบี่ยงไปพร้อมกัน สัญญาณรบกวนสูงขึ้น และส่งผลให้ค่า LOD กับ LOQ ยกสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้รายงานค่าต่ำ ๆ ไม่ได้เหมือนเดิม
- เวลาที่ใช้เดินระบบต่อวัน — เป็นต้นทุนที่ไม่อยู่ในใบเสนอราคาแต่มีจริง เครื่องที่สั่งเปิดและปิดระบบอัตโนมัติได้ จะคืนเวลาช่วงเช้าและช่วงเย็นให้คนไปทำงานอย่างอื่น
- การสอบเทียบและบำรุงรักษาประจำปี — ควรถามตั้งแต่ต้นว่ามีทีมที่เข้ามาทำได้ในประเทศหรือไม่ และมีอะไหล่พร้อมส่งหรือเปล่า เพราะสองข้อนี้เป็นตัวกำหนดว่าเครื่องจะหยุดงานนานแค่ไหนเวลามีปัญหา
สเปกที่ควรเอามาเทียบจริง ๆ
เวลาเทียบเครื่อง ตัวเลขที่มีผลกับงานประจำวันจริง ๆ มีไม่กี่ตัว ด้านล่างคือสเปกของสองรุ่นที่ Thai Unique ดูแล เทียบกันหัวข้อต่อหัวข้อ ดึงจากเอกสารทางเทคนิคของผู้ผลิตโดยตรง
| หัวข้อ | SEAL AQ400 (discrete analyzer) | SEAL AA500 (segmented flow analyzer) |
|---|---|---|
| หลักการวิเคราะห์ | Discrete colorimetric — แต่ละตัวอย่างทำปฏิกิริยาในหลุมปฏิกิริยาของตัวเอง ไม่ปะปนกัน | Segmented flow (SFA) — ตัวอย่างและรีเอเจนต์ไหลต่อเนื่อง มีฟองอากาศคั่น ปฏิกิริยาเกิดจนสมบูรณ์ก่อนวัด |
| ปริมาณตัวอย่างต่อการทดสอบ | 3–500 ไมโครลิตร (µL) ขึ้นกับ method | ระดับมิลลิลิตร (mL) เพราะระบบดูดตัวอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวัด |
| ปริมาณรีเอเจนต์ต่อการทดสอบ | 10–600 ไมโครลิตร (µL) ทั่วไปอยู่ที่ 300–400 µL | ระดับมิลลิลิตร (mL) เพราะรีเอเจนต์ไหลเข้าระบบต่อเนื่องเช่นเดียวกับตัวอย่าง |
| การรองรับหลายพารามิเตอร์ในเครื่องเดียว | ตำแหน่งรีเอเจนต์ 26 ตำแหน่ง ตั้งค้างไว้ได้หลายพารามิเตอร์พร้อมกัน | รองรับได้ถึง 6 ช่องวิเคราะห์ในเครื่องเดียว และใช้ multi-test manifold เปลี่ยนพารามิเตอร์ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ |
| การเตรียมตัวอย่างอัตโนมัติในตัวเครื่อง | เตรียมสารมาตรฐาน เจือจางล่วงหน้าตามโปรแกรม เจือจางซ้ำอัตโนมัติเมื่อค่าหลุดช่วงวัด อ่าน sample blank และ spike ตัวอย่างได้ | เตรียมสารมาตรฐาน เจือจาง อ่าน sample blank และ spike ได้เช่นกัน และทำ inline preparation เพิ่มได้ เช่น ให้ความร้อน dialysis gas diffusion distillation และ UV digestion |
| ระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ | ควบคุมหลอดกำเนิดแสงด้วยซอฟต์แวร์ พร้อมฟังก์ชัน End of Run | สั่งเปิดและปิดระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ รวมการเปิด-ปิดปั๊ม ปลดแท่นกดท่อปั๊ม (platen) และโปรแกรมล้างวาล์วกับรีเอเจนต์ |
| ระบบตรวจวัดแสง | ฟิลเตอร์ 10 ตำแหน่ง (ความยาวคลื่น 405–880 nm) มีแหล่งกำเนิดแสงเป็น quartz tungsten-halogen และตัวตรวจวัดคือ silicon photodiode | เป็นระบบตรวจวัดแบบลำแสงคู่ (dual beam) มีแหล่งกำเนิดแสงชนิดหลอด LED ความยาวคลื่น 250–880 nm และมีตัวตรวจวัดคือ silicon photodiode |
| ความจุตัวอย่างต่อรอบ | 80 – 120 ตัวอย่างต่อรอบ | แร็คตัวอย่างมีหลายขนาดให้เลือกตามปริมาณงาน และเติมตัวอย่างเพิ่มระหว่างรันได้ |
| Method อ้างอิงที่รองรับ | Standard Methods for the Examination of Water and Wastewater, USEPA, ASTM, ISO, AOAC และ DIN | Standard Methods for the Examination of Water and Wastewater, USEPA, ASTM, ISO, AOAC และ DIN |
พารามิเตอร์ที่เรารับรองว่าทำได้บนเครื่อง SEAL AQ400 ในประเทศไทย ได้แก่ alkalinity, ammonia, chloride, hexavalent chromium, color, cyanide, nitrate, nitrite, ortho-phosphate, silica, sulfate และ total phosphate เป็นต้น
ส่วนพารามิเตอร์ที่ลูกค้าในไทยขอใบเสนอราคาสำหรับ SEAL AA500 มาบ่อยที่สุดคือ nitrate, nitrite, total cyanide, phenol, ammonia และ total nitrogen
ถ้างานของคุณมี total nitrogen หรือ total phosphorus ที่ต้องย่อยตัวอย่างก่อน และทำครั้งละหลายสิบตัวอย่างเป็นประจำ ให้ประเมินชุดย่อยแบบบล็อกอย่าง SEAL BD50 และ BD28 ควบไปด้วย เพราะจะคุ้มกว่าการให้เครื่องวิเคราะห์ย่อยให้ในตัวเมื่อคิดต่อจำนวนตัวอย่างต่อรอบ
การดูแลหลังการขายในประเทศไทย
เครื่องวิเคราะห์ที่สเปกดีที่สุดก็ให้ผลผิดได้ ถ้าติดตั้งไม่ถูก สอบเทียบไม่ตรง หรือคนใช้ไม่เคยได้รับการสอนอย่างถูกวิธี ส่วนนี้จึงควรอยู่ในใบเสนอราคาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ไปคุยกันทีหลัง
สิ่งที่ควรถามไม่แพ้ราคาเครื่อง คือใครเป็นคนสอบเทียบให้ และคนคนนั้นรู้จักวิธีวิเคราะห์ที่คุณใช้จริงหรือเปล่า เพราะเครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติมีตัวแปรที่ต้องปรับตามชนิดตัวอย่างเยอะ คนที่ตั้งค่าให้จึงต้องเข้าใจเคมีของวิธี ไม่ใช่แค่เข้าใจปุ่มบนหน้าจอ
ทีมของ Thai Unique เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอกที่ประจำอยู่ในประเทศไทย ดูแลตั้งแต่ช่วยเลือกวิธีวิเคราะห์ให้เหมาะกับชนิดตัวอย่างของคุณ ติดตั้ง สอบเทียบ สอนใช้งาน ไปจนถึงการดูแลต่อเนื่องหลังการขาย และเกินกว่า 95% ของปัญหาที่พบหน้างาน จบได้ภายในประเทศ
เครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติทั้งสองตระกูลที่กล่าวถึงในบทความนี้ มีจำหน่ายในประเทศไทยโดย Thai Unique พร้อมทีมติดตั้ง สอบเทียบ และดูแลหลังการขายที่ประจำอยู่ในประเทศ
ถ้าอยากให้ทีมของเราเข้าไปดูขั้นตอนการทำงานของแล็บคุณก่อนตัดสินใจ ติดต่อได้ที่ โทร 0-2629-0191-6 หรืออีเมล customer.service@thaiunique.com
คำถามที่พบบ่อย
SEAL AQ400 ราคาเท่าไหร่
ราคาไม่ได้เป็นตัวเลขเดียว เพราะแต่ละงานมีการกำหนดสเปกและอุปกรณ์ประกอบที่แตกต่างกัน ตัวแปรที่มีผลมากที่สุดคือพารามิเตอร์ที่ต้องรายงาน จำนวนตัวอย่างต่อวัน วิธีมาตรฐานที่ต้องใช้ และสัญญาบริการที่เลือก วิธีที่เร็วที่สุดคือแจ้งชนิดตัวอย่าง จำนวนต่อวัน และพารามิเตอร์ที่ต้องรายงานมาให้เรา แล้วเราจะจัดชุดและเสนอราคาให้ตรงงาน
Discrete analyzer กับ Segmented flow analyzer เลือกอย่างไร
โดยหลักการ discrete analyzer ใช้ตัวอย่างและรีเอเจนต์น้อยกว่าต่อการทดสอบ และสลับพารามิเตอร์ได้เร็ว จึงเหมาะกับงานที่พารามิเตอร์หลากหลายแต่จำนวนตัวอย่างต่อพารามิเตอร์ไม่มาก ส่วน Segmented flow analyzer ปล่อยให้รีเอเจนต์และตัวอย่างไหลเข้าสู่เครื่องต่อเนื่องตลอดเวลาเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาสมบูรณ์ จึงเด่นเรื่องขีดจำกัดการตรวจวัดที่ต่ำและความแม่นยำในงานตัวอย่างจำนวนมากซ้ำ ๆ เช่น น้ำทะเลหรืองานเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม ดังนั้น Segmented flow analyzer จะใช้รีเอเจนต์และตัวอย่างในปริมาณมากกว่า discrete analyzer
ตัวอย่างเข้ามาความเข้มข้นไม่เท่ากันเลย ต้องเจือจางเองไหม
ไม่ต้องเจือจางมือทุกตัวอย่าง เครื่องอย่าง AQ400 ตั้งโปรแกรมเจือจางล่วงหน้าได้ และเจือจางซ้ำอัตโนมัติเมื่อค่าหลุดช่วงวัด โดยไม่ต้องรันใหม่ทั้งชุด ช่วยลดทั้งเวลาและความผิดพลาดจากการเจือจางด้วยมือ
ใช้ตัวอย่างและรีเอเจนต์น้อยแค่ไหนต่อการทดสอบ
AQ400 ใช้ตัวอย่างระหว่าง 3 ถึง 500 ไมโครลิตร และใช้รีเอเจนต์ระหว่าง 10 ถึง 600 ไมโครลิตรต่อการทดสอบ ขึ้นกับ method ซึ่งสำคัญมากกับงานที่ตัวอย่างมีจำกัด เช่น น้ำจากพื้นที่เก็บยาก หรือหลังผ่านการเตรียมตัวอย่างมาแล้วหลายขั้น
มีบริการสอบเทียบและดูแลต่อเนื่องในไทยไหม
มี Thai Unique ดูแลครบตั้งแต่ติดตั้ง สอบเทียบ สอนใช้งาน ไปจนถึงการดูแลต่อเนื่องหลังการขาย โดยทีมที่ประจำอยู่ในประเทศไทย ติดต่อได้ที่ โทร 0-2629-0191-6 · customer.service@thaiunique.com