การสอบเทียบเครื่องมือวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ โดยทั่วไปทำปีละครั้งเป็นอย่างน้อย และควรมีการตรวจสอบสมรรถนะระหว่างรอบ (intermediate check) ด้วยวัสดุอ้างอิงเป็นระยะ เพราะเครื่องที่ผ่านสอบเทียบเมื่อ 6 เดือนก่อน อาจให้ผลเพี้ยนไปแล้วโดยที่ยังไม่ถึงรอบถัดไป สิ่งที่ควรถามผู้ให้บริการมีสามข้อ คือทีมที่เข้ามาทำมีความรู้ในเทคนิคของเครื่องจริงหรือไม่ มีอะไหล่และวัสดุสิ้นเปลืองพร้อมส่งหรือไม่ และเวลาเครื่องมีปัญหามีทีมที่แก้ไขได้ในประเทศหรือเปล่า
Thai Unique ดูแลด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอกที่อยู่ในประเทศไทย
สอบเทียบ ตรวจสอบสมรรถนะ และบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ต่างกันอย่างไร
สามคำนี้ถูกเรียกรวมกันจนหลายแล็บซื้อผิดบริการ แล้วมารู้ตัวตอนผลวิเคราะห์เริ่มมีปัญหา ทั้งสามอย่างจำเป็นและแทนกันไม่ได้ เพราะตอบคนละคำถาม
| บริการ | ตอบคำถามว่า | ทำเมื่อไร |
|---|---|---|
| การสอบเทียบ (calibration) | ค่าที่เครื่องอ่านได้ตรงกับค่าอ้างอิงแค่ไหน | ตามรอบที่กำหนด โดยทั่วไปอย่างน้อยปีละครั้ง |
| การตรวจสอบสมรรถนะระหว่างรอบ (intermediate check) | ตั้งแต่สอบเทียบครั้งล่าสุด เครื่องเริ่มเบี่ยงไปหรือยัง | เป็นระยะระหว่างรอบสอบเทียบ ด้วยวัสดุอ้างอิง |
| การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (preventive maintenance) | ชิ้นส่วนที่สึกหรอถึงเวลาเปลี่ยนหรือยัง | ตามอายุการใช้งานของชิ้นส่วน ไม่ใช่ตามรอบสอบเทียบ |
จุดที่คนพลาดบ่อยที่สุดคือคิดว่าสอบเทียบผ่านแล้วแปลว่าเครื่องพร้อมใช้ไปทั้งปี ความจริงคือการสอบเทียบบอกสภาพ ณ วันที่ทำเท่านั้น ส่วนเครื่องที่ชิ้นส่วนเสื่อม เช่น ท่อปั๊ม ซีล หรือหลอดกำเนิดแสง จะหลุดสเปกเร็วกว่ารอบสอบเทียบที่วางไว้
เพราะฉะนั้นแผนที่ใช้ได้จริงคือมีทั้งสามอย่างในตารางเดียวกัน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ควรสอบเทียบบ่อยแค่ไหน
คำตอบมาตรฐานคืออย่างน้อยปีละครั้ง แต่ความถี่ที่เหมาะสมจริง ๆ ขึ้นกับสามอย่าง และแล็บที่ตั้งรอบจากสามข้อนี้จะเสียเงินน้อยกว่าแล็บที่ตั้งรอบตามความเคยชิน
1. ความถี่ในการใช้งาน
เครื่องที่รันทุกวันตลอดปีย่อมเสื่อมเร็วกว่าเครื่องที่ใช้เดือนละไม่กี่ครั้ง การใช้รอบเดียวกันกับทั้งสองเครื่อง ทำให้เครื่องหนึ่งสอบเทียบถี่เกินจำเป็น อีกเครื่องหนึ่งห่างเกินไป
2. ความสำคัญของผลที่รายงาน
ผลที่ส่งให้หน่วยงานกำกับ ผลที่ใช้ตัดสินว่าสินค้าผ่านหรือไม่ผ่าน และผลที่ใช้ภายในเพื่อดูแนวโน้ม มีต้นทุนของความผิดพลาดไม่เท่ากัน งานที่ผิดแล้วเสียหายมากควรตรวจถี่กว่า
3. ข้อกำหนดของระบบคุณภาพที่แล็บใช้อยู่
ถ้าแล็บอยู่ภายใต้ระบบคุณภาพที่กำหนดรอบไว้ ให้ยึดตามนั้นเป็นขั้นต่ำ แล้วค่อยพิจารณาว่าจะถี่กว่านั้นหรือไม่ตามสองข้อแรก
ระหว่างรอบ สิ่งที่ควรทำคือตรวจสอบสมรรถนะด้วยวัสดุอ้างอิงเป็นระยะ เหตุผลไม่ใช่เรื่องเอกสาร แต่เป็นเรื่องความเสียหายที่ป้องกันได้ ถ้ารู้ตอนสอบเทียบรอบถัดไปว่าเครื่องเบี่ยงไปตั้งแต่เมื่อไรไม่ได้ จะต้องย้อนตรวจสอบผลทั้งช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแพงกว่าการตรวจระหว่างรอบมาก

สัญญาณว่าเครื่องกำลังจะหลุดสเปกก่อนถึงรอบสอบเทียบ
จากงานบริการหน้างาน เครื่องมักส่งสัญญาณล่วงหน้าก่อนจะให้ผลผิดชัดเจน สัญญาณเหล่านี้อ่านได้จากข้อมูลที่แล็บมีอยู่แล้ว ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่ม
- กราฟมาตรฐานเริ่มไม่เป็นเส้นตรง — ดูที่ค่า r² ซึ่งบอกความเป็นเชิงเส้นของกราฟ ถ้า r² ต่ำกว่า 0.98 มักย้อนกลับไปที่การเตรียมสารละลายมาตรฐานหรือการเตรียมรีเอเจนต์ ไม่ใช่ตัวเครื่อง
- ค่า baseline สูงขึ้นในทุกการตรวจวัด — สำหรับเครื่องวิเคราะห์เชิงสี มักมาจากคราบในคิวเวตต์หรือ flow cell
- ค่า LOD และ LOQ ขยับสูงขึ้นโดยไม่ได้เปลี่ยนวิธี — สาเหตุที่พบบ่อยคือหลอดกำเนิดแสงใกล้หมดอายุ เมื่อความเข้มแสงตกลง ค่าการดูดกลืนแสงของทั้งตัวอย่างและกราฟมาตรฐานจะเบี่ยงไปพร้อมกัน และสัญญาณรบกวนสูงขึ้น
- ผลของตัวอย่างเดิมเริ่มทำซ้ำไม่ได้ — ถ้าตัวอย่างควบคุมชุดเดิมให้ค่าต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือสัญญาณเชิงระบบ ไม่ใช่ความบังเอิญ
- ปริมาตรที่จ่ายเริ่มไม่คงที่ — ท่อปั๊มที่เสื่อมสภาพทำให้อัตราการดูดจ่ายปริมาตรผิดพลาด จนกราฟและผลวิเคราะห์เพี้ยน เป็นวัสดุสิ้นเปลืองที่ควรมีรอบเปลี่ยนชัดเจน
เจอสองข้อขึ้นไปพร้อมกัน อย่ารอรอบสอบเทียบประจำปี เพราะช่วงที่รอคือช่วงที่ผลซึ่งรายงานออกไปแล้วอาจต้องย้อนกลับมาตรวจ
3 คำถามที่ควรถามก่อนเลือกผู้ให้บริการ
ผู้ให้บริการสอบเทียบมีหลายราย และใบเสนอราคามักดูคล้ายกันจนเทียบยาก สามคำถามนี้แยกความต่างได้เร็วที่สุด
1. ทีมที่เข้ามาทำมีความรู้ในเทคนิคของเครื่องจริงหรือไม่
ต่างจากการรู้วิธีเดินขั้นตอนสอบเทียบ คนที่เข้าใจเทคนิคจะบอกได้ว่าค่าที่เบี่ยงมาจากอะไร และควรแก้ที่จุดไหน ไม่ใช่แค่ออกใบรับรองว่าผ่านหรือไม่ผ่าน วิธีทดสอบง่าย ๆ คือเล่าอาการที่เคยเจอให้ฟังแล้วดูว่าเขาวิเคราะห์ได้ไหม
2. มีอะไหล่และวัสดุสิ้นเปลืองพร้อมส่งหรือไม่
ข้อนี้เป็นตัวกำหนดว่าเครื่องจะหยุดงานนานแค่ไหนเวลามีปัญหา ผู้ให้บริการที่ต้องสั่งอะไหล่ทุกครั้งที่เจอของเสีย จะทำให้แล็บหยุดงานนานกว่าที่คาดไว้เสมอ
3. เวลาเครื่องมีปัญหา มีทีมที่แก้ไขได้ในประเทศหรือเปล่า
คำถามนี้ต่างจากคำถามว่ามีตัวแทนในประเทศหรือไม่ เพราะการมีตัวแทนขายไม่เท่ากับการมีคนที่แก้ปัญหาทางเทคนิคได้จริง ให้ถามตรง ๆ ว่าเคสแบบไหนที่ต้องส่งเครื่องออกนอกประเทศ
ทีมของ Thai Unique ทำอะไรให้ได้บ้าง
งานดูแลเครื่องมือของ Thai Unique ไม่ได้เริ่มตอนเครื่องเสีย แต่เริ่มตั้งแต่ตอนที่แล็บยังเลือกวิธีวิเคราะห์อยู่ ต่อเนื่องไปถึงการติดตั้ง การสอบเทียบตามรอบ การสอนผู้ใช้งาน และการเข้าไปตรวจสภาพเครื่องระหว่างรอบ ทั้งหมดทำโดยทีมที่ประจำอยู่ในประเทศไทย
สิ่งที่ทำให้งานบริการต่างกัน ไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนอะไหล่ตามคู่มือ แต่อยู่ที่การอ่านออกว่าอาการที่เห็นเกิดจากตัวเครื่อง จากรีเอเจนต์ หรือจากขั้นตอนการเตรียมตัวอย่าง ทีมของเราเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอกที่ทำงานกับเทคนิควิเคราะห์เหล่านี้โดยตรง จึงคุยกับผู้ใช้ได้ในระดับวิธีวิเคราะห์ ไม่ใช่แค่ระดับตัวเครื่อง และมักชี้สาเหตุได้ตั้งแต่รอบแรกที่เข้าหน้างาน
เครื่องมือกลุ่มที่เรารับดูแล
เครื่องมือกลุ่มที่เราดูแลครอบคลุมสามกลุ่มหลัก คือระบบย่อยและสกัดตัวอย่าง เครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติ และเครื่องวิเคราะห์ก๊าซ นอกจากนั้นเรายังรับดูแลเครื่องมือกลุ่ม chromatography ทั้ง LC และ GC รวมถึง flow analyzer และ spectrophotometer แม้จะไม่ได้ซื้อจากเรา
งานส่วนใหญ่จบได้ในประเทศ จะมีก็เพียงกรณีที่ตัวโครงสร้างหลักหรืออุปกรณ์เฉพาะทางเสียหาย ที่ยังต้องส่งกลับไปแก้ที่โรงงานผู้ผลิต ข้อจำกัดที่เจอบ่อยกว่าจึงไม่ใช่เรื่องความสามารถทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องอะไหล่ของยี่ห้อที่เราไม่ได้เป็นตัวแทน ซึ่งอาจใช้เวลาจัดหานานกว่า
สิ่งที่ควรเตรียมก่อนช่างเข้า
การเตรียมสองอย่างนี้ไว้ล่วงหน้าทำให้งานจบในรอบเดียว แทนที่จะต้องนัดเข้าซ้ำ
- รายการวัสดุสิ้นเปลืองที่มีอยู่ — เพื่อให้ทีมรู้ล่วงหน้าว่าต้องนำอะไรเข้าไปเพิ่ม และไม่เสียเที่ยวเพราะของขาด
- สารอ้างอิงหรือสารมาตรฐานที่ต้องการให้ตรวจสอบเป็นพิเศษ — ถ้ามีพารามิเตอร์ที่กำลังสงสัยอยู่ ให้เตรียมสารและแจ้งไว้ก่อน ทีมจะได้วางแผนการตรวจให้ครอบคลุมตั้งแต่แรก
อีกอย่างที่ช่วยได้มากคือบันทึกอาการที่เจอไว้ล่วงหน้า พร้อมสิ่งที่ตรวจไปแล้วด้วยตัวเอง ข้อมูลชุดนี้ย่นเวลาวินิจฉัยได้มาก และช่วยให้ประเมินได้เร็วขึ้นว่าต้องเปลี่ยนอะไร
นอกจากงานบริการ เครื่องมือวิเคราะห์ อะไหล่ และวัสดุสิ้นเปลืองของยี่ห้อที่เราเป็นตัวแทน มีจำหน่ายในประเทศไทยโดย Thai Unique เช่นกัน
ถ้าต้องการให้เราประเมินสภาพเครื่องหรือวางแผนรอบสอบเทียบให้ ติดต่อได้ที่ โทร 0-2629-0191-6 · customer.service@thaiunique.com
คำถามที่พบบ่อย
ต้องสอบเทียบเครื่องมือบ่อยแค่ไหน
โดยทั่วไปอย่างน้อยปีละครั้ง แต่ความถี่ที่เหมาะสมขึ้นกับความถี่ในการใช้งาน ความสำคัญของผลที่รายงาน และข้อกำหนดของระบบคุณภาพที่แล็บใช้อยู่ ระหว่างรอบควรตรวจสอบสมรรถนะด้วยวัสดุอ้างอิงเป็นระยะ เพื่อให้รู้ตัวก่อนว่าเครื่องเริ่มเบี่ยง ไม่ใช่รู้ตอนสอบเทียบรอบถัดไปแล้วต้องย้อนตรวจผลทั้งปี
สอบเทียบกับบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ต่างกันอย่างไร
การสอบเทียบคือการตรวจว่าค่าที่เครื่องอ่านได้ตรงกับค่าอ้างอิงแค่ไหน ส่วนการบำรุงรักษาเชิงป้องกันคือการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่สึกหรอตามอายุการใช้งาน เช่น ท่อปั๊ม ซีล หรือหลอดกำเนิดแสง ทั้งสองอย่างจำเป็นและแทนกันไม่ได้ เพราะเครื่องที่ชิ้นส่วนเสื่อมจะหลุดสเปกเร็วกว่ารอบสอบเทียบที่วางไว้
มีทีมสอบเทียบในไทยไหม ต้องส่งเครื่องกลับต่างประเทศหรือเปล่า
เกินกว่า 95% ของปัญหาที่พบ เราแก้ไขได้ภายในประเทศ มีเพียงกรณีที่เสียหายจากโครงสร้างหลักหรืออุปกรณ์เฉพาะทางเท่านั้นที่ต้องส่งกลับไปแก้ที่โรงงานผู้ผลิต ติดต่อได้ที่ โทร 0-2629-0191-6 · customer.service@thaiunique.com
ค่าบริการสอบเทียบคิดอย่างไร
ค่าบริการขึ้นกับชนิดเครื่อง จำนวนจุดที่ต้องสอบเทียบ วัสดุอ้างอิงที่ต้องใช้ และสถานที่ตั้ง เราจึงเสนอเป็นรายกรณี เวลาสอบถามให้แจ้งรุ่นเครื่อง จำนวนเครื่อง และจังหวัดที่ติดตั้ง แล้วเราจะจัดแผนบริการที่เหมาะกับรอบการใช้งานของแล็บให้
ซื้อเครื่องจากที่อื่น ให้เข้ามาดูแลได้ไหม
ได้ ทีมผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอกของ Thai Unique รับสอบเทียบและดูแลเครื่องมือกลุ่ม chromatography (LC, GC), เครื่องวิเคราะห์น้ำอัตโนมัติแบบ flow analyzer / CFA และ spectrophotometer แม้จะไม่ได้ซื้อจากเรา ข้อจำกัดที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นอะไหล่และวัสดุสิ้นเปลืองของเครื่องยี่ห้อที่เราไม่ได้เป็นตัวแทน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาจัดหานานกว่า วิธีที่เร็วที่สุดคือแจ้งยี่ห้อ รุ่น และอาการมาให้เราประเมินก่อน