Bangkhunprom , Phranakorn Bangkok, Thailand

PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหาร — กฎ EU บังคับใช้แล้ว แล็บต้องวัดอย่างไรให้ครอบคลุมเกณฑ์

PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหาร — กฎ EU บังคับใช้แล้ว แล็บต้องวัดอย่างไรให้ครอบคลุมเกณฑ์

ก่อนเข้าเนื้อหา ขอแยกให้ชัดหนึ่งเรื่อง กฎที่บทความนี้พูดถึงคือกฎของสหภาพยุโรป ไม่ใช่กฎหมายไทย ประเทศไทยยังไม่มีข้อบังคับตามกฎหมายเรื่อง PFAS อย่างที่เราเขียนไว้ในบทความเดือนกันยายน สิ่งที่เปลี่ยนไปคือผู้ส่งออกไทยที่ส่งสินค้าพร้อมบรรจุภัณฑ์เข้าตลาด EU ต้องทำตามกฎนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2026 เป็นต้นไป แม้ในประเทศจะยังไม่มีข้อบังคับก็ตาม

PPWR คือ Regulation (EU) 2025/40 หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 ข้อกำหนดเรื่อง PFAS สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหารอยู่ใน Article 5(5) และแบ่งเป็นสามระดับ คือ 25 ppb สำหรับ PFAS รายตัว 250 ppb สำหรับผลรวมที่วัดด้วย targeted analysis และ 50 ppm สำหรับ PFAS ทั้งหมดโดยรวม polymeric PFAS เข้าไปด้วย

ประเด็นที่บทความนี้ตั้งใจตอบคือ ทั้งสามระดับนี้วัดด้วยวิธีเดียวกันไม่ได้ และเหตุผลอยู่ที่ขั้นเตรียมตัวอย่าง ไม่ใช่ที่ตัวเครื่องวิเคราะห์

PPWR คืออะไร และทำไมของที่ผลิตไว้ก่อนหน้านี้ก็ไม่รอด

PPWR เป็นกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป ประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 และเริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 จุดที่ต้องอ่านให้ดีคือวันที่ 12 สิงหาคม 2026 เป็นวันที่เริ่มบังคับใช้ ไม่ใช่วันประกาศ ช่วงเวลาระหว่างสองวันนั้นคือช่วงเตรียมตัวที่ผ่านไปแล้ว

สิ่งที่ทำให้กฎนี้ต่างจากกฎอื่นที่เคยเจอคือไม่มีบทเฉพาะกาลให้ของเดิม บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตไว้ก่อนเดือนสิงหาคม 2026 ก็วางขายในตลาด EU ไม่ได้ถ้าค่า PFAS เกินเกณฑ์ สต็อกที่ค้างอยู่จึงไม่ใช่ข้อยกเว้น

ในทางปฏิบัติสำหรับผู้ส่งออกไทย นี่แปลว่าคำถามเปลี่ยนจากเดิมว่าต้องเริ่มเมื่อไร มาเป็นคำถามว่าตอนนี้ของเรามีค่า PFAS เท่าไร ซึ่งเป็นคำถามที่ต้องมีผลวิเคราะห์มาตอบ ไม่ใช่คำถามที่ตอบด้วยเอกสาร

เกณฑ์สามระดับใน Article 5(5) และทำไมแต่ละระดับต้องวัดคนละแบบ

ระดับหนึ่ง 25 ppb ใช้กับ PFAS รายตัวใดตัวหนึ่ง วัดด้วย targeted analysis และไม่นับ polymeric PFAS

ระดับสอง 250 ppb ใช้กับผลรวมของ PFAS ที่วัดได้ด้วย targeted analysis เช่นกัน และไม่นับ polymeric PFAS

ระดับสาม 50 ppm ใช้กับ PFAS ทั้งหมด รวม polymeric PFAS

สองระดับแรกเป็นงานที่แล็บซึ่งทำ PFAS อยู่แล้วคุ้นเคย เพราะเป็นการวัดสารเป้าหมายทีละตัวด้วย LC-MS/MS แล้วรายงานทั้งค่ารายตัวและผลรวม แต่ระดับที่สามเป็นคนละงาน เพราะ PFAS ที่จับอยู่กับพอลิเมอร์จะไม่ปรากฏ ถ้าขั้นสกัดไม่ได้ทำอะไรกับพอลิเมอร์เลย

พูดอีกแบบคือถ้าใช้วิธีเตรียมตัวอย่างชุดเดียวไปวัดทั้งสามระดับ ผลที่ได้จะผ่านเกณฑ์ระดับสามอย่างสวยงาม โดยที่ไม่ได้แปลว่าของชิ้นนั้นสะอาดจริง แต่แปลว่าวิธีที่ใช้สกัดมองไม่เห็นสิ่งที่ควรเห็น

มีอีกข้อที่มักถูกเข้าใจสลับกัน คือถ้าค่า total fluorine ในบรรจุภัณฑ์เกิน 50 mg/kg ผู้ผลิตต้องแสดงหลักฐานเมื่อถูกร้องขอว่าฟลูออรีนที่วัดได้นั้นเป็น PFAS ในสัดส่วนเท่าไร ข้อนี้ไม่ได้แปลว่าเกินแล้วตกเกณฑ์ทันที และไม่ใช่เกณฑ์ในระดับสามที่ระบุขีดจำกัด 50 ppm สำหรับ PFAS ทั้งหมดรวม polymeric PFAS แหล่งข้อมูลทุติยภูมิหลายเจ้าเขียนสองข้อนี้ปนกัน ถ้าจะอ้างตัวเลข ควรอ้างจากตัวบท Article 5(5) โดยตรง

ตารางเกณฑ์ PFAS สามระดับตาม PPWR Article 5(5) ได้แก่ 25 ppb สำหรับ PFAS รายตัว 250 ppb สำหรับผลรวมที่วัดด้วย targeted analysis และ 50 ppm สำหรับ PFAS ทั้งหมดที่นับรวม polymeric PFAS
สองระดับแรกวัดด้วย targeted analysis และไม่นับ polymeric PFAS ส่วนระดับสามนับรวม polymeric PFAS เข้ามาด้วย จุดที่ต้องเปลี่ยนจึงเป็นขั้นเตรียมตัวอย่าง ไม่ใช่ตัวเครื่องวิเคราะห์

บรรจุภัณฑ์เป็น matrix คนละแบบกับดินและเนื้อเยื่อ

งาน PFAS ที่แล็บไทยคุ้นที่สุดคือน้ำ ดิน และเนื้อเยื่อ ซึ่งเราเขียนไว้แล้วในบทความ B-02 ของเดือนกันยายน ส่วนบทความนี้พูดถึง matrix ที่ต่างออกไป คือตัวบรรจุภัณฑ์เอง

บรรจุภัณฑ์อาหารชิ้นเดียวมักไม่ได้เป็นวัสดุเดียว กระดาษเคลือบ ฟิล์มหลายชั้น สารเคลือบกันน้ำมันและกันความชื้น หมึกพิมพ์ และกาว อยู่รวมกันในชิ้นเดียว การจะบอกว่าตัวอย่างชิ้นนี้มี PFAS เท่าไร จึงขึ้นกับว่าเราสกัดจากชั้นไหน และสกัดออกมาได้จริงแค่ไหน

สารที่มักเจอในกลุ่มนี้คือ side-chain fluorinated polymer ซึ่งถูกใช้เป็นสารเคลือบกันน้ำมัน โครงสร้างของมันคือสายพอลิเมอร์ที่มีหมู่ฟลูออรีนห้อยอยู่ สารพวกนี้ไม่หลุดออกมาเป็นโมเลกุลอิสระถ้าเราแค่แช่ตัวอย่างในตัวทำละลาย

เรื่องการคุมการปนเปื้อนจากอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองในงาน PFAS เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำทุกงานไม่ว่าจะเป็น matrix ใด เราเขียนไว้ในบทความเดือนกันยายนแล้วเช่นกัน

EN 17681-1:2025 กับ alkaline hydrolysis — ขั้นสกัดคือตัวตัดสิน

EN 17681-1:2025 เผยแพร่โดย CEN เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2025 ชื่อเต็มคือ Textiles and textile products — Per- and polyfluoroalkyl substances (PFAS) — Part 1: Analysis of an alkaline extract using liquid chromatography and tandem mass spectrometry

ต้องบอกกันตรง ๆ ก่อนว่านี่เป็นมาตรฐานของสิ่งทอ ไม่ใช่ของบรรจุภัณฑ์ เหตุผลที่หลายแล็บดัดแปลงมาใช้กับบรรจุภัณฑ์ เพราะยังไม่มีวิธีเตรียมตัวอย่างที่ระบุไว้แน่ชัดสำหรับบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะ และหลักการเบื้องหลังของมันตรงกับปัญหาที่บรรจุภัณฑ์เจอพอดี

ความต่างที่สำคัญคือฉบับปี 2022 สกัดด้วยเมทานอล ซึ่งตรวจพบเฉพาะ PFAS ที่อยู่อิสระ ส่วนฉบับปี 2025 เปลี่ยนมาใช้ alkaline hydrolysis ซึ่งย่อย side-chain fluorinated polymer ให้ปลดปล่อยสารออกมา ผลก็คือฉบับใหม่ตรวจพบ PFAS ที่จับกับพอลิเมอร์ ส่วนฉบับเก่าไม่พบ

นี่คือเหตุผลทั้งหมดว่าทำไมเกณฑ์ระดับสามของ PPWR ที่กำหนดไว้ 50 ppm โดยรวม polymeric PFAS จึงตรวจไม่ได้ ถ้าสกัดด้วยเมทานอลแบบธรรมดา วิธีวัดที่เลือกใช้เป็นตัวกำหนดว่าตัวเลขที่ได้จะสะท้อนความจริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่เรื่องความละเอียดของเครื่อง

จุดที่ต้องระวังคือถ้าแล็บรายงานผลโดยอ้าง EN 17681-1 เฉย ๆ โดยไม่ระบุปีของฉบับ ผู้รับผลจะไม่มีทางรู้ว่าตัวเลขนั้นครอบคลุมส่วนที่ผูกกับพอลิเมอร์แล้วหรือยัง การระบุปีของฉบับจึงไม่ใช่รายละเอียดเชิงเอกสารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นข้อมูลที่เปลี่ยนความหมายของผลวิเคราะห์อีกด้วย

EPA Method 1633 กับ 1633A ต่างกันตรงไหน

คำค้นว่า epa 1633 vs 1633a เป็นคำที่ถูกค้นจริง เพราะเอกสารเก่าจำนวนมากยังอ้างเลข 1633 เฉย ๆ

EPA 1633A เป็นฉบับปรับปรุงของ EPA 1633 โดยยังคงหลักการวิเคราะห์ PFAS เดิม แต่รวมการแก้ไขข้อผิดพลาด และปรับปรุงรายละเอียดทางเทคนิค เพื่อให้การปฏิบัติงานมีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานมากขึ้น

ฉบับที่ใช้อยู่จริงในปัจจุบันคือ 1633A ซึ่ง EPA ออกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ครอบคลุม PFAS 40 ชนิด ในน้ำ ดิน ตะกอน biosolids และเนื้อเยื่อ วิเคราะห์ด้วย LC-MS/MS

ตาม EPA1633A สิ่งที่ต่างกันชัดที่สุดในทางปฏิบัติ คือขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างที่ matrix แตกต่างกัน สำหรับตัวอย่างน้ำ เพียงแค่ชั่ง เติมสารมาตรฐาน ปรับค่าความเป็นกรดด่าง แล้วเข้า WAX SPE ได้เลย

ส่วนตัวอย่างของแข็ง ต้องเริ่มจากชั่งตัวอย่าง เติมสารมาตรฐาน เติมตัวทำละลาย แล้ว Vortex เขย่า และ Sonicate จากนั้นปั่นเหวี่ยงเพื่อเก็บ Supernatant มาทำ GCB cleanup แล้วนำไป concentrate ปรับ pH และตามด้วย WAX SPE ซึ่งเป็นลำดับที่มีจุดให้พลาดได้หลายจุดถ้าเตรียมด้วยมือทั้งหมด

สำหรับงานบรรจุภัณฑ์ ตัวบรรจุภัณฑ์เองไม่ได้อยู่ในรายการ matrix ของ 1633A โดยตรง แล็บที่รับงานบรรจุภัณฑ์บางที่มีการปรับใช้การสกัดแบบ alkaline hydrolysis ตามหลักของ EN 17681-1:2025

รูปเครื่อง CEM EDGE PFAS พร้อมสรุป EPA Method 1633A ที่ครอบคลุม PFAS 40 ชนิดใน 5 matrix วิเคราะห์ด้วย LC-MS/MS และเปรียบเทียบลำดับขั้นเตรียมตัวอย่างน้ำกับตัวอย่างของแข็ง
บรรจุภัณฑ์ไม่อยู่ใน 5 matrix ของ 1633A โดยตรง แล็บที่รับงานบรรจุภัณฑ์บางที่มีการปรับใช้การสกัดแบบ alkaline hydrolysis ตามหลักของ EN 17681-1:2025

automated SPE กับ concentrator จำเป็นตรงไหน ถ้าต้องลงไปให้ถึงระดับ ppb และ ppt

Method 1633A ไม่ได้บังคับให้ระเหยตัวอย่างสำหรับตัวอย่างน้ำ แต่ในทางปฏิบัติห้องแล็บมักปรับขั้น SPE ให้มีการระเหยเพิ่ม ในสองกรณีคือเมื่อต้องการ detection limit ที่ต่ำลง และเมื่อต้องทำงานกับเมทานอลปริมาณน้อยกว่า 1 มิลลิลิตร

เมื่อเป้าหมายคือเกณฑ์ระดับ ppb และ ppt สองกรณีข้างต้นก็เกิดขึ้นพร้อมกัน ขั้นที่ตัดสินว่าจะวิเคราะห์ไปถึงหรือไม่ถึงจึงมักไม่ใช่ตัวเครื่อง LC-MS/MS แต่เป็นขั้นสกัดและขั้นทำให้เข้มข้นก่อนหน้านั้น

ปัญหาของสองขั้นนี้เมื่อทำด้วยมือคือความสม่ำเสมอ อัตราการไหลผ่านคอลัมน์ SPE ที่ไม่เท่ากันระหว่างตัวอย่าง และการระเหยที่คุมอุณหภูมิกับเวลาได้ไม่เท่ากัน ทำให้ค่า recovery เหวี่ยงระหว่างชุด ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่เมื่อเกณฑ์อยู่ระดับ ppb และ ppt

ระบบที่เข้ามารองรับสามขั้นนี้แบ่งได้ตามหน้าที่ คือ CEM EDGE PFAS รองรับขั้นตอนสกัดจากตัวอย่างของแข็ง Detelogy iSPE-216/864 รองรับขั้นตอน SPE แบบอัตโนมัติหลายตัวอย่างพร้อมกัน และ Detelogy FV64/80UP รองรับขั้นทำให้เข้มข้นโดยการระเหยด้วยแก๊สไนโตรเจน

จุดที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจคือจำนวนตัวอย่างต่อรอบที่ต้องทำจริง matrix ที่รองรับ และการเชื่อมกับระบบบันทึกผลที่ใช้อยู่

สิ่งที่ต้องเตรียมนอกจากตัวเครื่อง และการดูแลในประเทศไทย

งาน PFAS มีข้อกำหนดเรื่องวัสดุที่สัมผัสตัวอย่างเข้มกว่างานทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เราเขียนไว้แล้วในบทความเดือนกันยายน สิ่งที่ควรเพิ่มสำหรับงานบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะคือขั้นตอนการเตรียมชิ้นตัวอย่าง ว่าจะตัดจากส่วนใดของบรรจุภัณฑ์ ตัดอย่างไรไม่ให้ปนกันระหว่างชั้น และรายงานผลเทียบกับน้ำหนักของอะไร

อีกเรื่องที่ควรตกลงกับผู้ซื้อปลายทางตั้งแต่ต้นคือรายชื่อสารที่ต้องรายงาน เพราะ targeted analysis รายงานได้เฉพาะสารที่อยู่ในรายการที่ตั้งไว้ ถ้ารายการของเรากับของผู้ซื้อไม่ตรงกัน ผลที่ส่งไปก็ตอบคำถามเขาไม่ได้

ในประเทศไทย สิ่งที่มักเป็นคอขวดไม่ใช่ตัวเครื่อง แต่เป็นวัสดุสิ้นเปลืองและอะไหล่ที่ต้องสั่ง เราแจ้งไว้ตรงนี้เพื่อให้ตั้งความคาดหวังได้ถูกตั้งแต่ก่อนตกลงงาน

คำถามที่พบบ่อย

PPWR เริ่มบังคับใช้เมื่อไร และของที่ผลิตไว้ก่อนหน้านั้นยังขายใน EU ได้หรือไม่

PPWR หรือ Regulation (EU) 2025/40 เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 โดยประกาศไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2025 และไม่มีบทเฉพาะกาลให้ของเดิม บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตไว้ก่อนหน้านั้นก็วางขายในตลาด EU ไม่ได้ถ้าค่า PFAS เกินเกณฑ์

เกณฑ์ 25 ppb 250 ppb และ 50 ppm ต่างกันอย่างไร

ทั้งสามค่าอยู่ใน Article 5(5) ของ PPWR สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร ค่า 25 ppb ใช้กับ PFAS รายตัวใดตัวหนึ่งที่วัดด้วย targeted analysis โดยไม่นับ polymeric PFAS ค่า 250 ppb ใช้กับผลรวมของ PFAS ที่วัดด้วย targeted analysis โดยไม่นับ polymeric PFAS เช่นกัน ส่วนค่า 50 ppm ใช้กับ PFAS ทั้งหมดโดยรวม polymeric PFAS เข้าไปด้วย ซึ่งเป็นระดับที่ต้องใช้ขั้นสกัดคนละแบบจึงจะวัดได้

ประเทศไทยมีข้อบังคับตามกฎหมายเรื่อง PFAS ในบรรจุภัณฑ์แล้วหรือยัง

ยังไม่มี PPWR เป็นกฎของสหภาพยุโรป ไม่ใช่กฎหมายไทย สิ่งที่กระทบผู้ประกอบการไทยคือเมื่อส่งสินค้าพร้อมบรรจุภัณฑ์เข้าตลาด EU สินค้านั้นต้องเป็นไปตามเกณฑ์นี้ ผู้ที่ขายในประเทศอย่างเดียวจึงยังไม่มีข้อบังคับตามกฎหมายในเรื่องนี้

EPA Method 1633 กับ 1633A ต่างกันตรงไหน

EPA 1633A เป็นฉบับปรับปรุงของ EPA 1633 โดยยังคงหลักการวิเคราะห์ PFAS เดิม แต่รวมการแก้ไขข้อผิดพลาด และปรับปรุงรายละเอียดทางเทคนิค เพื่อให้การปฏิบัติงานมีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานมากขึ้น ถ้าต้องอ้างอิงในรายงาน ควรระบุให้ชัดว่าเป็นฉบับ A

ทำไมต้องใช้ alkaline hydrolysis ทั้งที่ EN 17681-1:2025 เป็นมาตรฐานของสิ่งทอ

เพราะยังไม่มีวิธีเตรียมตัวอย่างที่ระบุไว้แน่ชัดสำหรับบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะ และหลักการของฉบับปี 2025 ตรงกับปัญหาที่บรรจุภัณฑ์เจอ คือ side-chain fluorinated polymer ที่ใช้เคลือบกันน้ำมันจะไม่ปลดสารออกมาถ้าสกัดด้วยเมทานอลตามฉบับปี 2022 แล็บจึงดัดแปลงหลักการนี้มาใช้ โดยควรระบุให้ชัดในรายงานว่าใช้วิธีใดและอ้างอิงฉบับปีไหน

ค่า total fluorine เกิน 50 mg/kg แปลว่าตกเกณฑ์เลยหรือไม่

ไม่ใช่ ข้อกำหนดระบุว่าเมื่อค่า total fluorine เกิน 50 mg/kg ผู้ผลิตต้องแสดงหลักฐานเมื่อถูกร้องขอว่าฟลูออรีนที่วัดได้นั้นเป็น PFAS ในสัดส่วนเท่าไร ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับเกณฑ์ 50 ppm ในระดับที่สามที่พูดถึง PFAS ทั้งหมด แหล่งข้อมูลทุติยภูมิหลายเจ้าเขียนสองข้อนี้ปนกัน

FIND YOUR SOLUTION
ค้นหาสิ่งที่คุณต้องการ
ชื่อสินค้า รุ่น หรือแบรนด์